Interview : ดร. สโรช บุญศิริพันธ์

ดร. สโรช บุญศิริพันธ์ กับความท้าทายที่นำไปสู่การพัฒนา

“ การวิจัยสาขาจราจรและขนส่ง เป็นเรื่องที่ใกล้ตัว เป็นปัญหาที่คนกรุงเทพฯ ต้องเจอกันทุกวัน ถือเป็นสาขาที่ค่อนข้างท้าทาย เนื่องจากปัญหาด้านจราจรขนส่ง และความปลอดภัยบนท้องถนนในแต่ละที่ แต่ละเมืองไม่เหมือนกัน ทำให้ไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับแต่ละปัญหา ไม่สามารถนำทฤษฎีมาปรับใช้ได้ทันที”

หลังจากที่ ดร. สโรช บุญศิริพันธ์ จบการศึกษาปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร. สโรช ได้เริ่มต้นการทำงานในสายวิศวกรรมที่บริษัท Sumitomo Construction Company Ltd (Thailand) ในตำแหน่งวิศวกรโยธา จากนั้น ดร. สโรชได้เดินทางมาเรียนต่อระดับปริญญาโทที่ Georgia Institute of Technology ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากจบแล้วได้ทำงานเป็นวิศวกรขนส่งที่บริษัทที่ปรึกษาทางด้านวิศวกรรมขนส่งและจราจร Grice and Associates Inc. และได้กลับไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ Georgia Institute of Technology ในสาขาเดิม ซึ่งในเวลาต่อมา ดร. สโรชได้เข้าทำงานเป็นนักวิจัยวิศวกรรมที่สถาบันวิจัยดังกล่าว จนในขณะนี้ ดร. สโรช กำลังดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกวิจัยและพัฒนาระบบจราจร สำนักงานวิจัยและพัฒนาวิศวกรรมระบบทางพิเศษ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย

ด้วยความช่างสังเกตและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทาย ประกอบกับความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขพัฒนาเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของสังคม ดร. สโรช ได้มุ่งมั่นในการทำวิจัยและพัฒนาด้านการจราจรและขนส่งเสมอมา ผลงานล่าสุดชิ้นหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ในความสำเร็จของ ดร. สโรช คือรางวัล Best Paper Award จาก Transportation Research Board (TRB) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในปี 2553 ซึ่งผลงานการวิจัยด้านระบบการจราจรชิ้นนี้ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมการขับรถที่เปลี่ยนไปของคนอเมริกัน และส่งผลให้หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการจราจรของสหรัฐฯ หันมาทบทวนการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงข้อบังคับการจราจรบางประการ คอลัมน์ People of the Month เดือนนี้ขอนำเสนอเบื้องหลังและแนวคิดของ ดร. สโรช ที่นำไปสู่การพัฒนาด้านการจราจรและขนส่งในประเทศไทย

 

คำถาม  อะไรคือแรงบันดาลใจให้คุณเลือกที่จะศึกษาและทำงานในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และในสาขาที่คุณอยู่ในขณะนี้?

แรงบันดาลใจหรือความสนใจในด้านวิทยาศาสตร์ของผมน่าจะเกิดจากสองส่วน ส่วนแรกคือความเป็นเด็กช่างสงสัยและช่างซักช่างถามของผมเองตั้งแต่เด็ก อีกส่วนหนึ่งคือสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูของทางบ้านครับ โดยเฉพาะคุณพ่อจะเน้นการใช้ common sense หรือสามัญสำนึกในการพิจารณาเรื่องต่างๆ ไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆ นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่จะส่งเสริมให้รักการอ่าน โดยเฉพาะหนังสือทางด้านวิทยาศาสตร์ จำได้ว่าที่บ้านจะมีหนังสือชุดวิทยาศาสตร์ของซีเอ็ดอยู่หลายชุด ผมกับน้องชายจะชอบมากและจะอ่านเล่มละหลายๆ รอบ และพยายามทำการทดลองตามหนังสือด้วย

ส่วนที่เลือกทำวิจัยด้านสาขาจราจรและขนส่ง เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว และเป็นปัญหาที่คนกรุงเทพฯ ต้องเจอกันทุกวัน งานวิจัยด้านจราจรและขนส่งเป็นสาขาที่ค่อนข้างท้าทาย เนื่องจากปัญหาด้านจราจรขนส่ง ด้านความปลอดภัยบนท้องถนนในแต่ละที่ แต่ละเมืองจะไม่เหมือนกัน เนื่องจากพฤติกรรมการขับขี่ ผังเมืองและกฎระเบียบไม่เหมือนกัน ทำให้ไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับแต่ละปัญหา ไม่สามารถนำทฤษฎีมาปรับใช้ได้ทันที

 

คำถาม ผลงานชิ้นใดของคุณที่เป็นที่ยอมรับมากที่สุด หรือชิ้นที่คุณภาคภูมิใจมากที่สุด? เพราะอะไร? และผลงานชิ้นดังกล่าวส่งผลประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างไร? (ผลงานการวิจัยที่ได้รับรางวัล?)

ผมงานที่ผมภูมิใจที่สุด เป็นงานที่เพิ่งไปรับรางวัล Best Paper Award จาก Transportation Research Board (TRB) ณ กรุงวอชิงตัน ระหว่างวันที่ 23-27 มกราคม 2553 โดยเป็นบทความเรื่อง Measurement and Comparison of Acceleration and Deceleration Zones at Traffic Control Intersections ที่ได้ทำร่วมกับอาจารย์ที่ Georgia Institute of Technology ในขณะที่ทำวิทยานิพนธ์อยู่ที่นั่น สาเหตุที่ภูมิใจในผลงานชิ้นนี้เนื่องจากหัวข้อวิจัยนี้เกิดจากความช่างสงสัยของตนเองว่า ปกติเราขับรถและเจอสี่แยกไฟแดง เราจะเริ่มชะลอรถเมื่อไหร่ และเมื่อออกตัวจากสี่แยกไฟแดง เราจะเร่งเครื่องไปจนถึงระยะไหน ซึ่งประโยชน์ของระยะชะลอรถและระยะเร่งเครื่องที่วัดได้ สามารถนำไปใช้ออกแบบสี่แยก สัญญาณไฟจราจร และตำแหน่งป้ายเตือนต่างๆ ได้

เมื่อเกิดความสงสัยแล้ว ผมก็ลองไปเปิดคู่มือมาตรฐานการออกแบบป้ายของสหรัฐอเมริกาดูและใช้หลัก common sense แล้วก็คิดว่า ระยะที่ระบุไว้ในหนังสือน่าจะสั้นกว่าระยะที่คนเราใช้ในการขับขี่จริง

จากนั้นผมก็ได้เอาข้อมูลพฤติกรรมการขับขี่ของคนในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจียร์มาวิเคราะห์และพบว่า ระยะชะลอรถและเร่งเครื่องที่ระบุไว้ในหนังสือมีค่าสั้นกว่าระยะที่วัดได้จริงของผู้ขับขี่ ตรงตามที่ได้ตั้งสมมติฐานเอาไว้ ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ ทำให้คณะกรรมการ Operational Effects of Geometrics Committee อาจจะต้องทบทวนคู่มือมาตรฐานการออกแบบป้ายในส่วนของระยะชะลอรถและระยะเร่งเครื่องอีกครั้ง เนื่องจากค่าต่างๆ ที่ใช้ เป็นค่าที่ได้จากการศึกษาเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว

 

คำถาม คุณคิดว่าอะไรคือปัญหาหลักของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย และทำอย่างไรเราจึงสามารถแก้ไขหรือพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยให้มีความก้าวหน้าเหมือนกับประเทศอื่นๆ?

จากการที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือเด็กไทยที่ไปแข่งขันวิทยาศาสตร์ที่ต่างประเทศสมัยผมยังเรียนอยู่ที่เมือง Atlanta ทำให้ทราบว่า เด็กไทยมีความสามารถมาก และสามารถแข่งขันกับเด็กต่างชาติได้อย่างสูสี ซึ่งจากการสอบถาม เด็กเหล่านี้เป็นเด็กที่ได้โอกาสทางการศึกษาที่ส่งเสริมทักษะการคิดแบบ Critical Thinking ซึ่งปัจจุบัน เด็กไทยส่วนใหญ่ยังได้รับการศึกษาแบบเน้นการท่องจำ ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ต่อยอดความรู้แบบต่างชาติได้ ดังนั้น ผมจึงอยากให้ประเทศไทยแก้ไขที่วิธีการเรียนการสอน เปิดโอกาสและกระตุ้นให้แสดงความคิดเห็นในห้องเรียนให้มากกว่านี้ และเน้นภาคปฏิบัติเพื่อให้เด็กเข้าใจและนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง

 

คำถาม จากการที่คุณได้มีโอกาสเดินทางไปดูงานในหลายๆ ประเทศ คุณมีแนวคิดหรือวิธีการในการที่จะช่วยส่งเสริมหรือพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และวงการวิทยาศาสตร์และเทคโลยีของประเทศไทย?

สิ่งที่ผมประทับใจจากการเห็นระบบการส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในต่างประเทศ คือการที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาสนับสนุนเยาวชนและนักศึกษาให้มีโอกาสได้คลุกคลีกับงานทางด้านวิทยาศาสตร์หรืองานวิจัยจริงๆ เช่น การจัด Internship Program, Summer Camp และการที่มหาวิทยาลัยทำ Outreach เพื่อแนะนำและอธิบายให้เด็กรู้จักการทำวิจัยในสาขาต่างๆ

ดังนั้นในฐานะที่ผมทำงานในสำนักวิจัยและพัฒนาวิศวกรรมระบบทางพิเศษ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จึงมีแผนที่จะจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ความรู้และพัฒนาบุคลากรภายนอกโดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษาให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในงานวิจัยด้านการจราจรและขนส่ง โดยในขณะนี้ ได้นำเรียนหารือกับผู้บังคับบัญชา ถึงการจัด Research Internship Program เพื่อพัฒนาให้นักเรียน นักศึกษามีความรู้และทักษะในการทำวิจัยทางด้านวิศวกรรมจราจรและขนส่ง โดยการให้มาช่วยทำงานวิจัยจริงๆ ที่ทางสำนักวิจัยฯ ได้ดำเนินการศึกษาอยู่ ผู้เข้ารับการฝึกงานจะได้รับมอบหมายให้ทำงาน นำเสนอผลงานและแสดงความเห็นในที่ประชุม เพื่อฝึกให้เด็กเข้าใจกระบวนการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) มีความมั่นใจ และกล้าคิด กล้าทำ

 

คำถาม คุณมีอะไรที่อยากจะประชาสัมพันธ์ผ่านทางเวบไซต์และสื่ออื่นๆ ของ OSTC หรือไม่?

สืบเนื่องจากงานเลี้ยงรับรองคณะนักวิจัยและวิศวกรด้านคมนาคมขนส่ง ที่จัดโดยสำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2554 ผมได้เสนอต่อคณะผู้เข้าร่วมงานเลี้ยงฯ ในการจัดตั้งเครือข่ายนักวิชาชีพทางด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านการทำงาน การทำวิจัย โอกาสในการสมัครงาน สมัครเรียนและข้าถึงแหล่งทุนต่างๆ ทางด้านคมนาคมขนส่ง ทั้งในและต่างประเทศ โดยจะใช้ Social Networking เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร ในขณะนี้ผมได้จัดทำ webpage ของเครือข่ายฯ นี้บน facebook มีชื่อว่า Thai Transportation Engineering Network (T-TEN) จึงขอเรียนเชิญวิศวกรด้านคมนาคมขนส่งหรือผู้ที่สนใจจะไปเรียนต่อทางด้านนี้ สามารถสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มนี้ได้เลยครับ ส่วนบริษัทหรือหน่วยงานที่ต้องการประชาสัมพันธ์กิจกรรม ทุนการศึกษา ทุนวิจัย หรือประกาศรับสมัครงานสามารถทำได้บน T-TENเช่นเดียวกันครับ

Reference : http://www.ostc.thaiembdc.org/interview3.html

Interview : รศ. ดร. สิริวัชร์ ฉิมพาลี

ในยุคแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมในปัจจุบันนี้ เทคโนโลยียานยนต์ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่มีความ
สำคัญต่อชีวิตประจำวัน ของมนุษย์มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงในทุกๆ วัน เทคโนโลยีพลังงานและ
วิศวกรรมเคมีเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว รศ. ดร. สิริวัชร์ ฉิมพาลี
รองศาสตราจารย์วิจัย จาก Department of Chemical Engineering, University of South Carolina
มลรัฐ South Carolina ประเทศสหรัฐ อเมริกา มีความเชี่ยวชาญในด้านระบบเซลเชื้อเพลิง (Fuel Cell)
ในรูปแบบ ต่างๆ เช่น PEMFC (Proton Exchange Membrane Fuel Cell) ด้วยผลงานการวิจัยจำนวน
มากและ รางวัลที่ ดร. สิริวัชร์ ได้รับ เขาจัดเป็นนักวิจัยชั้นนำคนหนึ่งที่นำความภาคภูมิใจให้กับ
ประเทศไทย

ดร. สิริวัชร์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกที่ University of South Carolina มลรัฐ South Carolina,
USA ระดับ ปริญญาโทจาก Bradley University รัฐ Illinois, USA และระดับปริญญาตรีจากมหาวิยาลัย-
เชียงใหม่ ปริญญาทั้งสามระดับ อยู่ในสาขา Mechanical Engineering นอกจากนี้ ดร. สิริวัชร์ ยังเป็นหนึ่ง
ในสมาชิกสมาคมนักวิชาชีพไทยในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา (ATPAC) ผู้เป็นกำลังสำคัญในการ
ถ่ายทอดความรู้และ เทคโนโลยีกลับสู่เมืองไทย

ต่อไปนี้ ดร. สิริวัชร์ จะบอกเล่าประสบการณ์การทำงาน และความคิดเห็นต่างๆ เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีใน ประเทศไทย แก่สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฯ

คำถาม อะไรที่จูงใจให้คุณเข้ามาศึกษาและทำงานในวงการ Mechanical Engineering

คงเป็นชีวิตความเป็นอยู่ตอนก่อนเข้ามหาวิทยาลัยที่ได้คลุกคลีกับเครื่องจักร เครื่องยนต์ซึ่งเป็นส่วน
หนึ่งของธุรกิจ ครอบครัว ทำให้ผมมีความสนใจและอยากที่จะรู้ว่าเครื่องจักรยนต์ เหล่านั้นทำงานได้
อย่างไร โดยหลังจากศึกษาจบในระดับชั้นมัธยม ศึกษาปีที่หกจากโรงเรียนจิตรลดา ผมได้ถูกรับเลือก
เข้าไปศึกษาต่อระดับ อุดมศึกษาในคณะวิศวกรรมมศาสตร์เครื่องกล ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พอศึกษา
จบระดับปริญญาตรีก็มีโอกาสได้เข้าไปทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกลหนัก (heavy equipment
machinery) ให้กับ บริษัทในเครือปูนซีเมนต์ไทย ซึ่งในช่วงเวลาสามปีที่ได้ร่วมงานกับ บริษัทนี้ ผมได้
มีโอกาสไปฝึกงานที่ประเทศเยอรมันนีและได้ เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านพลังงาน หมุนเวียน
(renewable energy) ได้เห็น ความสำคัญและเกิดความสนใจในพลังงานหมุนเวียน ผมจึงได้ตัดสินใจ
เดินทางมายังประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อ มาศึกษาต่อในด้านนี้่ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของวิศวกรรมเครื่องกล

คำถาม ขอให้คุณช่วยบอกเล่าเกี่ยวกับงานวิจัยชิ้นล่าสุด หรืองานวิจัยที่มีผลต่อเนื่อง
ต่อสังคมมากที่สุด

สำหรับงานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ผมเพิ่งทำเสร็จมีอยู่สามเรื่อง เรื่องแรกเป็นการศึกษาการลำเลียงต่างๆ ในหอเซลล์เชื้อเพลิง (Transport Phenomena in Fuel cell Stack) ซึ่งหัวข้อนี้เป็น หนึ่งในหัวข้อการ
วิจัยหลักของกระทรวงพลังงานของประเทศสหรัฐอเมริกา วัตถุประสงค์ของงานวิจัยดังกล่าว คือ เพื่อ
นำผลการวิจัย ไปผลิตหอเซลล์เชื้อเพลิงรุ่นใหม่ที่สามารถควบคุมการสูญเสีย พลังงานและเพิ่มประสิทธิ
ภาพการทำงานให้ได้มากที่สุด

เรื่องที่สองคือการศึกษาการออกแบบแผ่นท่อทางเดิน เชื้อเพลิง (flow-field) ของเซลล์เชื้อเพลิงโดย
ใช้เทคโนโลยีที่มีชื่อว่า อีเล็คโตรเอทชิ่ง (electro-etching) บนแผ่นเหล็กสแตนเลส ซึ่งจะทำให้ต้นทุน
การผลิตลดลงมากกว่าครึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ เทคโนโลยีปัจจุบัน

เรื่องสุดท้าย เป็นงานวิจัยร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีวิจัยโลหะและวัสดุ แห่งชาติ หรือ National Metal and
Materials Technology Center (MTEC) โดยการวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยค้นคว้าหากลไกของ สารปนเปื้อน
ที่มีผลกระทบ กับประสิทธิภาพของหอเซลล์เชื้อเพลิง แบบออกไซด์แข็ง (solid oxide fuel cell)

ถ้าเป็นงานวิจัยที่มีผลต่อเนื่องต่อสังคมมากที่สุดก็คงจะเป็นผลงานวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เพราะ
เป็นผลงานตีพิมพ์ชิ้นแรกที่ แสดงผล การคำนวณทางคณิตศาสตร์แบบสามมิติซึ่งทำให้นักวิจัย
ด้านเซลล์ พลังงานได้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในตัวเซลล์ระหว่างปฏิบัติงาน โดยไม่ต้องทำงานทดลอง
(ตัวอย่างภาพที่1) ต่อมาก็ได้ถูกพัฒนา เป็นโปรแกรม ที่มีชื่อว่า Expert System for Proton Exchange
Membrane Fuel cell (es-pemfc) ซึ่งเป็นใช้กันแพร่หลายใน องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหอเซลล์
เชื้อเพลิงทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย

คำถาม มีการศึกษาวิจัยที่น่าตื่นเต้นชิ้นใดที่ออกมาจากห้อง ทดลองของคุณบ้างในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ผลงานที่น่าตื่นเต้นที่สุดก็คงจะเป็นงานที่ทำร่วมกับ นักวิจัยชาวเยอรมัน เป็นงานค้นคว้า ร่วมกันระหว่าง
University of South Carolina, USA กับ Fraunhofer Institute for Solar Energy Systems, Germany
เพื่อพัฒนาหอเซลล์เชื้อเพลิงที่ นำไปใช้เป็นอุปกรณ์กำเนิดไฟฟ้า แบบพกพา (portable devices) ใน
การวิจัยดังกล่าวมีการแลกเปลี่ยนนักวิจัยระหว่างสองสถาบัน โดยทีมนักวิจัยจากห้องทดลองของผม
ได้รับมอบหมายให้ไป ประจำที่ห้องทดลองในประเทศเยอรมันนีเพื่อสร้างระบบจำลอง หอเซลล์เชื้อเพลิง
โดยใช้ผลการคำนวณทางคณิตศาสตร์ นอกจากนี้ ยังมีทีมนักวิจัยเยอรมันมาประจำที่ห้องทดลอง
ของผมเพื่อสร้าง ระบบเก็บข้อมูล ในชิ้นส่วนต่างๆ ในระบบหอเซลล์เชื้อเพลิง และมีการแลกเปลี่ยนผล
การทดลองระหว่างห้องทดลองทั้ง สองแห่งด้วยอินเตอร์เนตความเร็วสูง นอกจากนั้น ผลงานวิจัย
ดังกล่าวยังได้ต่อยอดไปเป็นสินค้าในระบบอุตสาหกรรมของ บางประเทศในทวีปยุโรปอีกด้วย

คำถาม คุณคิดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า การค้นคว้าวิจัยใน สาขาของคุณจะเป็นในทิศทางใด

ผมคาดหวังไว้ว่าอีกสิบปีช้างหน้าควรจะถึงเวลาที่เทคโนโลยี นี้จะถูกนำมาใช้เป็นสินค้าอุตสาหกรรม
โดยตอนนี้การค้นคว้า วิจัยก็กำลังอยู่ในช่วงการพัฒนาและการสาธิต ภายในสิบปี ข้างหน้าก็คงเป็นช่วง
ของการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไป ประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีทีใช้ในรถยนต์และ เครื่องบิน ตอนนี้งานวิจัยของเซล์เชื้อเพลิงก็จะเน้นเรื่องการลด ต้นทุนการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพ และเทคโนโลยีการผลิต

 

คำถาม ในช่วงที่ผ่านมานี้ มีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ในวงการของคุณหรือไม่ และมีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใดที่สามารถทำกลับมาประยุกต์ใช้ได้ในประเทศไทย

ผมอยากจะแบ่งเทคโนโลยีออกเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือ การพัฒนาวัสดุที่เป็นองค์ประกอบหลัก
ของเซลล์เชื้อเพลิง ก็จะมีเทคโนโลยีการผลิตแผ่นเยื่อ (membrane) ที่ทำให้มีความบางแต่คงทนและ
สามารถ นำโปรตอนได้ดีในทุกสภาพความชื้นและอุณหภูมิ เทคโนโลยีการสร้าง catalyst บน
membrane หรือบน gas diffusion layer โดยใช้วัสดุที่ไม่ใช่โลหะ (non precious metal catalyst)
ซึ่งจะทำให้ลดต้นทุนและสามารถ นำกลับมาใช้ใหม่ได้ง่ายขึ้น เทคโนโลยีการผลิตแผ่น bipolar plate
ที่ทำมาจาก แผ่นเหล็กกล้าที่ไม่เป็นสนิม (stainless steel) แบบบางด้วยความเร็วสูงและไม้ให้เสียรูปและ
คุณสมบัติหลัก ปัจจุบันก็จะใช้การขึ้นรูปแบบ Stamping แต่ขณะนี้มี การพัฒนาเทคโนโลยีของ
Chemical Etching, Electrochemical Etching และ Hydro Forming

กลุ่มที่สองเป็นเทคโนโลยีการวิจัยพื้นฐาน (fundamental research or basic research) หากเราไม่มี
ผลวิจัยนี้ควบคู่ไปกับ การพัฒนาเซลล์เชื้อเพลิงหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ความสำเร็จก็คง เกิดขึ้นได้ยาก
ช่วงนี้นักวิจัยในสายงานนี้จะมุ่งไปที่การทำเข้าใจกับ การเดินทางของน้ำในเซลล์เชื้อเพลิงโดยเฉพาะ
ในแผ่นรูพรุนหรือ gas diffusion layer มีการสร้างอุปกรณ์การทดลองและโปรแกรม คำนวณทางคณิต-
ศาสตร์เพื่อที่จะให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้งกับชิ้นส่วนนี้ และส่งผลให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถขจัด
น้ำขังในเซลล์

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดสามารถนำเอาประยุกต์ใช้กับ ประเทศไทย ได้โดยเฉพาะเทคโนโลยีการขึ้นรูป
ของแผ่น Stainless Steel เทคโนโลยีการทำวิจัยพื้นฐาน โปรแกรมคำนวณทาง คณิตศาสตร์ และ
เทคนิคการทำการทดลองโดยเฉพาะในเรื่องของ เซลล์เชื้อเพลิง

 

คำถาม ในความคิดของคุณ อะไรคืออุปสรรคในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ของประเทศไทย และเราจะจัดการกับอุปสรรคนี้อย่างไร

ในความคิดส่วนตัวนะครับ นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยใน ประเทศไทยมีความสามารถและศักยภาพ
ไม่ด้อยไปกว่าบุคลากร อเมริกาและยุโรป นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยในบางสาขาอาจ เก่งกว่าด้วยซ้ำ
มีคนไทยจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยอันดับ ต้นๆ ของโลกก็เยอะมาก แต่ที่การพัฒนาวิทยาศาสตร์
และ เทคโนโลยี ของประเทศไทยยังไม่เป็นที่น่าพอใจก็อาจเนื่องมาจาก

ข้อแรก นักวิทยาศาสตร์ไทยที่จบมามากกว่าร้อยละ 80 ไม่ได้ทำ วิจัยให้กับประเทศไทยในสายวิชาที่
ตนเองชำนาญอย่างแท้จริง เหตุผลอาจเป็นเพราะ การขาดเงินสนับสนุนในสายงานวิจัยที่ ตนเอง
ศึกษามา เนื่องจากสาขานั้นๆ ไม่ไดอยู่ในความสนใจของ สังคมและไม่ส่งผลใดๆ ต่อสิ่งแวดล้อมทั้งใน
ปัจจุบันและอนาคต หรือไม่นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยท่านนั้นๆ มุ่งแต่การสอนหรือ ธุรกิจจนไม่มีเวลา
ทำวิจัย

ข้อที่สอง คือ การขาดการทำวิจัยร่วมกันระหว่างสถาบันวิจัยชั้นนำ ภายในประเทศ ความร่วมมือทาง
การวิจัยที่มีอยู่ปัจจุบันนี้นั้นค่อน ข้างน้อย สถาบันวิจัยส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การแข่งขันทางการวิจัย
กับสถาบันวิจัยอื่นๆ เสียมากกว่า ในทางกลับกัน ปัจจุบันนี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ถ้าโครงร่างการ
ทำวิจัยเพื่อขอเงิน สนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ หากไม่มีสถาบันอื่นและภาค อุตสาหกรรมให้ความ
ร่วมมือด้วย โอกาสที่จะได้รับเงินสนับสนุน ยากมาก

ประการสุดท้าย การทำการวิจัยตามกระแสนิยมเพื่อให้ได้จำนวน ผลงานตีพิมพ์มากๆ โดยไม่คำนึงถึงผล
ประโยชน์ของการพัฒนา ประเทศโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ จะทำให้นักวิจัยจำนวนมาก
ทำงานวิจัยตามกระแสนิยมของประเทศอื่นซึ่งไม่สามารถ หรือยากที่จะนำมาใช้ได้จริงกับประเทศไทย

Reference : http://www.ostc.thaiembdc.org/interview8.html

Interview : ดร. สุภาพรรณ เสราภิน

นอกจากการสอนที่โดดเด่นของ ดร. สุภาพรรณ เสราภิน แล้ว นักศึกษาใน University of Arizona ยังรู้จักเธอดีในฐานะแม่ครัวอาหารไทยฝีมือเยี่ยมด้วยเช่นกัน ปัจจุบันนี้ ดร. สุภาพรรณ เป็นศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรม-วัสดุศาสตร์ College of Engineering และสอนที่ College of Optical Science และDepartment of Agriculture and Biosystem Engineering,
College of Agriculture and Life Sciences

นอกเหนือจากงานสอนประจำวัน ทุกๆ สัปดาห์ ดร. สุภาพรรณยังจัดกิจกรรมประกอบอาหารไทยที่หอพักนักศึกษาของมหาวิยาลัย http://www.youtube.com/watch?v=GInYsAF6hLw   โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อสร้างสังคมแห่งการอยู่อาศัยเพื่อการเรียนรู้ (Living-learning community) ให้เกิดขึ้นในเขตมหาวิทยาลัย และยังสร้างและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ภายนอกห้องเรียน รวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์และการพึ่งพากันและกันระหว่างนักศึกษา ไม่เพียงแต่กิจกรรมต่างๆ และฝีมือการปรุงอาหารไทยที่ทำให้นักเรียนชื่นชม นักศึกษาเหล่านั้นยังประทับใจในการเรียนการสอนและความทุ่มเทเอาใจใส่ของ ดร. สุภาพรรณ และทำให้วิชาวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ที่เธอสอน ยังเป็นวิชายอดนิยมในหมู่นักศึกษาอีกด้วย

ดร. สุภาพรรณ ได้รับปริญญาตรีในสาขาเคมีจากมหาวิทยาลัยมหิดล และปริญญาโทในสาขาเทคโนโลยีด้านพลังงาน จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธรบุรี จากนั้น ดร. สุภาพรรณได้ใช้เวลาอีก 18 เดือนในการทำวิจัยสาขา Engineering Science ที่ Kyoto University เมือง Kyoto ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาที่มีชื่อว่า Monbusho Scholarship ซึ่งเป็นทุนการศึกษาที่มีชื่อเสียงและมีเกียรติของประเทศญี่ปุ่น และ สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอกสาขา Materials Science and Engineer จาก Arizona State University เมือง Tempe รัฐ Arizona ประเทศสหรัฐอเมริกา

ความสำเร็จทางการศึกษา และการเป็นอาจารย์ขวัญใจนักศึกษาจำนวนมากของ ดร. สุภาพรรณ มีความเป็นมาอย่างไร สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฯ ขอนำบทสัมภาษณ์ของ ดร. สุภาพรรณ ให้ทุกท่านได้รับทราบกัน

คำถาม เหตุผลใดที่ทำให้ อาจารย์เลือกศึกษาและทำงานในสายเคมี วัศดุศาสตร์ และวิศวกรรม?

ดิฉันมีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็กๆ ดิฉันยังจำได้ว่าในตอนนั้น ดิฉันมีความสงสัยในสิ่งต่างๆ เช่น สบู่ทำความสะอาดมือของเราได้อย่างไร แชมพูทำความสะอาดผมของเราได้อย่างไร ผงซักฟอกทำความสะอาดเสื้อผ้าของเราได้อย่างไร ส่วนใหญ่ดิฉันมักจะคิดถึงสิ่งต่างๆ ในมุมมองระดับอะตอมและโมเลกุล ระหว่างที่ดิฉันกำลังศึกษาในระดับปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ดิฉันได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการชุบโลหะด้วยไฟฟ้า (Electroplating) เพื่อผลิต Black Chrome ซึ่งเป็นผิวเลือกรังสี (Selective Surfaces) สำหรับการแปรผันพลังงานอุณหภูมิ (Solar Thermal Energy) ในตอนนั้น ดิฉันได้เรียนรู้แนวความคิดทางวิศวกรรมหลายๆ อย่าง เช่น Optimization, เงื่อนไขของตัวแปร (Constraints of design parameters) และดัชนีชี้วัดการทำงาน (Performance index) จึงเป็นการจุดประกายให้ดิฉันเลือกเรียนเกี่ยวกับวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมเนื่องจาก ดิฉันเชื่อว่าในทุกๆ กระบวนการในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะต้องเริ่มต้นด้วยการพัฒนาคุณสมบัติของวัสดุต่างๆ เพื่อให้มีราคาที่เป็นเหตุเป็นผล มีประสิทธิภาพ มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และมีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

 

คำถาม อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทยและต่างประเทศ?

สิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือ ผู้เรียนจะต้องมีความอุสาหะพยายามอย่างมาก แต่การที่จะมีความอุสาหะพยายามจะต้องมีใจรักและความสนใจในสิ่งที่ทำ คนที่อยากจะเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะต้องมีความสนใจในธรรมชาติและพยายามที่จะเข้าใจการทำงานของธรรมชาติ แม้ว่าในการเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์มีข้อมูลจำนวนมากที่จะต้องเรียนและจดจำ แต่มันจะง่ายขึ้นมาก เมื่อมีคำถามหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำงานของสิ่งต่างๆ ที่สามารถกระตุ้นหรือท้าทายเราให้เรามีความรู้สึกตื่นเต้นได้

สำหรับการศึกษาต่อในต่างประเทศ ดิฉันคิดว่าความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรมเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับนักเรียนในต่างแดน โดยเฉพาะนักเรียนส่วนใหญ่ที่เกิดและเติบโตในประเทศไทย และไม่เคยมีประสบการณ์ในโรงเรียนนานาชาติมาก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อเราสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ใหม่ได้แล้ว การเรียนในต่างประเทศก็ไม่ยากหรือง่ายไปกว่าการเรียนในประเทศบ้านเกิด และขณะเดียวกัน ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษาต่อต่างประเทศด้านหนึ่งคือ การได้มีความรู้ในภาษาใหม่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาฝรั่งเศส หรือภาษาเยอรมัน นอกจากนี้ การใช้ชีวิตอยู่ระหว่างประเทศช่วยให้เราโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เพราะเราต้องพึ่งพาตัวเอง ต้องเอาชนะความคิดถึงบ้าน และต้องพยายามหาเพื่อนใหม่

คำถาม ขอให้อาจารย์กรุณาช่วยบอกเล่าเกี่ยวกับผลงานการวิจัยที่กำลังทำอยู่ขณะนี้และงานดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคการผลิตและภาคสังคมอย่างไร

ดิฉันได้ทำการวิจัยชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับ Carbon 60 และ Carbon Nanotubes (CNTs) ซึ่งเริ่มทำตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 โดยวัสดุทั้งสองมีลักษณะเฉพาะตัวจำนวนมากที่ไม่เหมือนวัสดุชนิดอื่นๆ  งานวิจัยของนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างของวัสดุดังกล่าวในระดับนาโนเมตร (Nanometer) ให้เข้ากับกระบวนการการเติบโตและความเข้าใจในกลไกในการเติบโต โดย CNTs สามารถถูกเปลี่ยนแปลงไปได้หลายรูปทรงและหลายรูปแบบ เช่น รูปทรงกรวยและทรงกระบอกแบบผนังชั้นเดียว (single-wall) ผนังสองชั้น (Double-wall) และหลายชั้น (Multiple-wall) และยังมีตัวอย่างการนำ CNTs ไปประยุกต์ใช้ที่ดิฉันได้ทำการศึกษา เช่น  การผลิตจอคอมพิวเตอร์แบบแบน (Flat panel display) และ อุปกรณ์การสื่อสารแบบไร้สาย ซึ่งการนำผลิตภัณฑ์ที่ใช้ CNTs มาใช้ในเชิงพาณิชย์ยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาอีกซักระยะหนึ่ง และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการทำวิจัยและพัฒนา

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง ดิฉันได้ร่วมมือกับนักวิจัยหลายๆ ท่านจากประเทศไทยศึกษาเกี่ยวกับ อนุภาคนาโน (Nanoparticles) เช่น ไททาเนีย (Titania) ซิงค์ออกไซด์ (Zinc oxide) และ วัสดุแม่เหล็กชนิด Ferromagnetic Materials อนุภาคเหล่านี้มีลักษณะที่น่าสนใจเมื่อวัสดุเหล่านี้มีขนาดระดับนาโนเมตรโดยการคัดคุณสมบัติทางพื้นผิวที่โดดเด่น (surface dominant properties) และการจำกัดทางควอนตัม (Quantum Confinement)

คำถาม มีเทคโนโลยี หรือทฤษฎีในสาขาวัสดุศาสตร์ที่เกิดใหม่ใดที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในประเทศไทย และมีปัญหาหรือข้อจำกัดใดหรือไม่?

มีงานวิจัยหลายๆ ชิ้นในเมืองไทยที่เกี่ยวกับ Cabon nanotubes และ อนุภาคนาโน ซึ่งผลที่ออกมาไม่ปรากฏปัญหาหรืออุปสรรคในการนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้งานเลย งานวิจัยหลายๆ ชิ้นมีความพยายามที่จะผลิตอนุภาคนาโนด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และในงานวิจัยบางชิ้น นักวิจัยพยายามที่จะนำอนุภาคนาโนไปใช้ในการทำความสะอาดขยะทางสิ่งแวดล้อม ดิฉันมีความเชี่ยวชาญพิเศษทางด้านจุลทรรศนศาสตร์อิเล็กตรอน (electron microscopy) และคาดหวังที่จะเห็นการนำเอากล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (Scanning electron microscope, SEM) และกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องผ่าน (Transmission electron microscopes, TEM) มาใช้มากขึ้นในประเทศไทย

 

คำถาม ในฐานะที่อาจารย์เป็นหนึ่งในสมาชิกของสมาคมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา (ATPAC) อาจารย์ได้รับประสบการณ์ในการเป็นสมาชิกของ ATPAC อย่างไรบ้าง

สมาคม ATPAC เป็นเครือข่ายนักวิชาชีพไทยที่ดีมากๆ ที่ช่วยเชื่อมโยงพวกเราซึ่งเป็นคนไทยที่มาประกอบอาชีพอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา กับนักการศึกษา และเจ้าหน้าที่ของหน่วงงานรัฐบาลต่างๆ ในประเทศไทย ดิฉันเองได้รับประโยชน์มากมายจากการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาคม ATPAC ได้ทำงานร่วมกับสมาคม ATPAC ทำให้ดิฉันไม่รู้สึกว่าดิฉันเป็นเพียงคนเดียวที่กำลังพยายามถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในประเทศสหรัฐฯ กลับสู่ประเทศไทย นอกจากนั้น ดิฉันยังได้พบกับเพื่อนใหม่ๆ และขยายเครือข่ายไปยังนักวิชาชีพท่านอื่นๆ ผ่านสมาคมอีกด้วย

 

ก่อนจบการสัมภาษณ์นี้ ดร. สุภาพรรณ ได้ฝากความคิดเห็นและข้อแนะนำที่น่าสนใจผ่านบทสัมภาษณ์ ดังนี้

ดิฉันขอแบ่งปันบทความที่น่าสนใจมากชิ้นหนึ่งที่มีชื่อว่า “Drain or gain? Poor countries can end up benefiting when their brightest citizens emigrate” ซึ่งลงในนิตยสาร Economist ฉบับวันที่  26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ในบทความนำเสนอว่า  นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านได้พิจารณาและพบว่าทฤษฎีสมองไหล (Brain-drain hypothesis) มองข้ามผลทางบวกจากการโอนเงินข้ามชาติกลับมายังบ้านเกิด ผลกระทบทางบวกที่ได้รับจากผู้ย้ายถิ่นที่เดินทางกลับบ้านเกิด และโอกาสในการได้รับการศึกษาที่สูงขึ้นในต่างแดน นักวิเคราะห์หลายๆ ท่านกล่าวว่า เมื่อคำนึงถึงประเด็นเหล่านี้แล้ว การย้ายถิ่นออกจากบ้านเกิดของผู้ที่มีความรู้ความสามารถเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่บ้านเกิดของคนเหล่านั้นได้ทางหนึ่ง ผู้ที่สนใจอ่านบทความสามารถติดตามอ่านได้ที่เว็ปไซต์ : http://www.economist.com/node/18741763

และอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ คือ การลงทุนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาจจะดูเหมือนเป็นสิ่งที่มีราคาสูงเมื่อคำนึงถึงผลในระยะสั้น แต่ในระยะยาว หากประเทศไทยต้องการที่จะมีพลังและความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก เราจะต้องคิดและมีวิสัยทัศน์ในระยะยาว และเริ่มให้ความสำคัญกับการลงทุนทางการศึกษาและการทำวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มากขึ้น

ดร. สุภาพรรณ ยังคงนำความรู้และประสบการณ์ที่เธอได้รับในประเทศสหรัฐอเมริกากลับไปถ่ายทอดสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 2 – 5 สิงหาคม 2554 เธอและเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันมีกำหนดเดินทางไปจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง Scanning Electron Microscopy (SEM), Transmission Electron Microscopy (TEM) and X-ray Fluorescence Spectroscopy ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยการสนับสนุนของสำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน และคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Reference : http://www.ostc.thaiembdc.org/interview7.html

Interview : ดร. เนาวรัตน์ ชีพธรรม

ดร. เนาวรัตน์ ชีพธรรม และเสน่ห์ของโลกจุลินทรีย์

ดร. เนาวรัตน์ ชีพธรรม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำ Department

of Biological Science, Faculty of Science, Thompson Rivers University (University
College of the Cariboo เดิม) เมือง Kamloops ประเทศแคนาดา และประจำบัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังเป็นผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการด้านจุลชีววิทยา Eco
Tech Laboratory เมือง Kamloops ระหว่างปี พ.ศ. 2546 – 2550 นอกจากนี้ยังเป็นสมาชิก
ของสมาคมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา (ATPAC) ด้วย

ก่อนหน้านี้ ดร. เนาวรัตน์ได้สั่งสมประสบการณ์การสอนและการทำวิจัยด้านจุลชีววิทยาจาก
การเป็นผู้ช่วยวิจัยประจำ Department of Botany, University of British Columbia เมือง
Vancouver ประเทศ Canada (พ.ศ. 2544 – 2545) และ KAM Biotechnology เมือง
Surrey ประเทศ Canada (พ.ศ. 2544) และเป็นผู้บรรยายให้กับคณะชีววิทยา
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (พ.ศ. 2532 – 2544)

ดร. เนาวรัตน์ เกิดและเติบโตที่จังหวัดนครสวรรค์ ด้วยความสนใจและความมุ่งมั่นในการศึกษา
ทำให้ ดร. เนาวรัตน์ได้รับทุนการศึกษาจากโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษ
ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (โครงการ พสวท.) ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาจนถึงระดับ
ปริญญาเอก ซึ่งดร. เนาวรัตน์ได้เข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาด้านชีววิทยา ณ คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ความรักและความผูกพันในการศึกษาวิจัยด้าน
วิทยาศาสตร์และความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ด้านชีววิทยาของ ดร. เนาวรัตน์ชัดเจนมากขึ้น โดย
ดร. เนาวรัตน์มีความสนใจทางด้านแบคทีเรียไวรัส เชื้อราและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองด้วยตา
เปล่าไม่เห็น (Microscopic Organisms) หลังจากที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร. เนาวรัตน์ได้เดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอก
ในภาควิชาเอก Applied microbiology มหาวิทยาลัย Hokkaido University จังหวัด Sapporo
ประเทศญี่ปุ่นโดยได้รับทุนการศึกษา Monbukagakusho (MEXT) Scholarship
จากรัฐบาลของประเทศญี่ปุ่น

คำถาม อะไรที่ทำให้อาจารย์มีความสนใจในวิทยาศาสตร์สาขาจุลชีววิทยา
และเลือกเรียนต่อทางสายนี้?
?

ตอนสมัยที่ยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อถึงเวลาเลือกภาควิชา ดิฉันคิดว่าเราจะ
เรียนเจาะจงไปด้านไหนตอนนั้นก็พบว่ามีความสนใจเกี่ยวกับโลกของจุลินทรีย์ซึ่งแม้ว่าจะ
เป็นสิ่งที่เล็กมากๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับมนุษย์มาก อีกเหตุผลหนึ่งคือดิฉันเป็นคน-
กลัวเข็ม กลัวเลือด ก็เลยคิดว่าเราคงไปสายแพทย์ไม่ได้แน่ ซึ่งเมื่อเริ่มเรียนแล้วก็พบว่า
สามารถอ่านและเข้าใจในหนังสือเรียนทางด้านจุลชีววิทยาได้ง่ายกว่าวิชาอื่นๆ อีกด้วย
สิ่งที่น่าตื่นเต้นของจุลชีววิทยาก็คือ แม้ว่าจุลินทรีย์จะเป็นสิ่งที่เล็กมากจนมองด้วยตาเปล่า
ไม่เห็น แต่คุณประโยชน์ที่มีต่อโลกของเรานั้นมีมากมาย แม้กระทั่งมนุษย์อย่างเราๆ
ก็คงจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านี้

คำถาม จากการที่อาจารย์มีประสบการณ์การทำวิจัยจากประเทศไทย แคนาดา และ
ญี่ปุ่น อาจารย์คิดว่าประสบการณ์เหล่านี้ส่งผลให้มีแนวความคิด หรือวิธีคิดใน
การทำวิจัยที่แตกต่างหรือมีลักษณะพิเศษอย่างใดบ้าง?

ประสบการณ์ในการศึกษาและการทำวิจัยจากประเทศต่างๆ มีส่วนช่วยอย่างมาก ทำให้ดิฉัน
มาถึงจุดนี้ได้และประสบการณ์และความรู้ที่ได้จากทั้งสามประเทศช่วยให้ดิฉันปรับปรุงและ
พัฒนาตัวเองให้เป็นนักวิจัยและผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้นและยังเป็นคนที่เข้าใจ
อะไรได้ง่าย และยอมรับในความแตกต่างของคนอื่นๆ และในการที่จะเป็นนักวิจัยและนักการศึกษาที่มีคุณภาพ ดิฉันตั้งใจเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ ซึ่งประสบการณ์จากทั้งสามประเทศช่วยทำให้ดิฉันเป็นคนที่มีความอดทนสูง และรู้แนวทางในการให้กำลังใจและสนับสนุนนักเรียนในหลายๆ ทาง นอกจากนี้ดิฉันก็ยังช่วยให้เป็นคนที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะการเปิดใจกว้างเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จประการหนึ่ง เพราะไม่มีใครที่รู้ไปเสียหมดทุกอย่าง เราทุกคนต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

 

คำถาม ผลงานวิจัยชิ้นล่าสุดของอาจารย์คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อสังคม
และโลก?

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก นักวิจัย และนักการศึกษา งานวิจัยส่วนใหญ่ของ
ดิฉันได้ทุ่มเทตัวเองให้กับงานวิจัยด้านความหลากหลายของจุลินทรีย์ (microbial diversity)
สารทุติยภูมิจากจุลินทรีย์ (Microbial secondary metabolites production) ผลิตภัณฑ์-
ธรรมชาติ และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (bioactive compounds) วัตถุประสงค์ของงานวิจัย
ชิ้นล่าสุดของดิฉันคือ เพื่อค้นหาและระบุเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่ที่สามารถสร้าง new
antibiotics with new mode of action ของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สามารถนำไปใช้
ต่อต้านเชื้อก่อโรคที่ดื้อยาซึ่งเป็นที่ตื่นตัวมากในวงการการแพทย์และโรงพยาบาลต่างๆ ทั้ง
ชนิดที่มีอยู่แล้วและที่เกิดขึ้นมาใหม่

นอกจากนี้ ด้วยความสนใจส่วนตัว ดิฉันได้ทุ่มเทการวิจัยไปที่การค้นพบยาปฏิชีวนะ โดยมุ่ง
ไปที่การค้นหาสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กชนิดใหม่ๆ ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ตามพื้นที่ทั่วไป เช่น อาศัยอยู่
ในถ้ำ ซึ่งดิฉันก็สนใจในการสำรวจถ้ำเพราะ ถ้ำนอกจากจะเป็นสถานที่ที่ลึกลับแล้ว ยัง
สามารถค้นพบเครื่องมือใหม่ๆ ในการต่อต้านเชื้อโรคทั้งที่มีอยู่แล้วและที่กำลังเกิดขึ้นใหม่
สิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านี้จะอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นในบริเวณที่มนุษย์นึกไม่ถึง เช่น ในน้ำพุร้อน
ใต้ท้องทะเลลึก บริเวณขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับ
ความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในถ้ำมีค่อนข้างจำกัด แม้ว่าถ้ำเป็นสิ่งที่ปรากฏ
อยู่ทั่วโลก มีการศึกษาเกี่ยวกับความหลากหลายของจุลินทรีย์ในถ้ำที่ก่อตัวจากหินปูน
(Karstic caves) เพื่อศึกษาจุลินทรีย์และผลกระทบต่อการก่อตัวของถ้ำ และเพื่อศึกษา
หาวิธีในการอนุรักษ์ถ้ำ แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ที่เกี่ยวกับ
จุลินทรีย์ในถ้ำภูเขาไฟ การค้นพบและพัฒนายารักษาโรค ถ้ำเป็นแหล่งที่เหมาะสมสำหรับ
ความหลากหลายของจุลินทรีย์และเป็นแหล่งของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ช่วยในการผลิตสารเคมี
ที่มีฤทธิในการยับยั้งหรือฆ่าจุลชีพ (antimicrobial agents) สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเข้ากับ
สิ่งแวดล้อมภายในถ้ำเป็นตัวอย่างที่ดีของวิวัฒนาการแบบย้อนหลัง (Regressive Evolution)
หรือ เมื่อเวลาผ่านไปอวัยวะบางส่วนที่ไม่ถูกใช้งานจะเสื่อมไป และอวัยวะอื่นๆ จะเด่นชัดขึ้น
เช่น ปลาที่อาศัยอยู่ในถ้ำจะสูญเสียดวงตาและสีสัน ในขณะที่ปลาเหล่านั้นจะพัฒนาระบบ
สัมผัสเพื่อทดแทนการมองเห็นที่หายไป ซึ่งทฤษฎีนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับสิ่งมีชีวิตเล็กๆ
อย่างจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในถ้ำ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจจะทำให้สิ่งมีชีวิตเล็กๆ มีกลไก
ทางชีววิทยาและกระบวนการสร้างและการสลายที่แตกต่างกัน ซึ่งในการศึกษาเหล่านี้อาจ
จะช่วยให้เราค้นพบคำตอบสำหรับปัญหาใหม่ๆ ทางการแพทย์ ทางชีววิทยา ทางการเกษตร
ทางสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ

ผลงานการวิจัยของดิฉันในส่วนที่เกี่ยวข้องกับถ้ำภูเขาไฟได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งดิฉันและทีมวิจัยได้ค้นพบจุลินทรีย์ที่มีเซลล์เดียวที่มีศักยภาพสูงจำนวนมหาศาล และงานวิจัยชิ้นต่อๆ ไปจะช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับวิธีที่จะทำจุลินทรีย์นำไปใช้ประโยชน์ต่อไปอย่างไร ขณะนี้ดิฉันและ Dr. Julian Davies จาก University of British Columbia และ Dr. Gerry Wright จาก McMaster University ได้รวบรวมจุลินทรีย์เซลล์เดียวที่อาศัยอยู่ในถ้ำได้จำนวนกว่า 400 ชนิด ในงานประชุม American Society for Microbiology (ASM) ประจำปี พ.ศ. 2554 ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ที่ New Orleans LA ดิฉันได้รับเชิญไปเป็นผู้บรรยายเกี่ยวกับการค้นพบจุลินทรีย์และยารักษาโรคจากถ้ำ ภายใต้หัวข้อการบรรยายชื่อ Cave Microbiomes and Their Potential for Drug Discover จากหัวข้อวิจัยดังกล่าว เชื้อที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะในจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคเป็นหัวข้อที่ตื่นตัวกันมากในวงการการแพทย์และโรงพยาบาลทั่วโลก คำถามการวิจัยของทีมวิจัยคือ ยารักษาโรคที่ค้นพบขึ้นใหม่ที่มีรูปแบบปฏิกริยาที่แตกกต่างกันและโครงสร้างที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ในหลายๆ รูปแบบสามารถถูกพบได้ในสิ่งมีชีวิตเล็กๆ หรือจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่แตกต่าง (extreme habitats) เช่น ภายในถ้ำ นอกจากนี้ ทีมวิจัยและดิฉันยังมีวิธีการทำวิจัยในแบบเฉพาะของตัวเอง คือดิฉันจะให้ความสนใจอย่างมากในการทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ และวิธีการที่จะทำให้นักเรียนเข้าใจในชีววิทยา ในปีพ.ศ. 2552 ดิฉันได้รับการคัดเลือกไปเป็นหนึ่งในนักวิชาการภายใต้การสนับสนุนของ ASM/NSF Biology Research Residency Scholars Program และยังได้เข้าร่วมในโครงการของ NSF เพื่อพัฒนาความเข้าใจและการฏิบัติในการเรียนการสอนแบบ Evidenced-based ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่มีระยะเวลาหลายปีสำหรับนักวิชาการทางด้านชีววิทยาระดับวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการยกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ระดับอุดมศึกษา และพัฒนาความรู้และความสามารถให้แก่นักวิจัยและนักชีววิทยา

 

คำถาม มีความรู้หรือเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ ในประเทศแคนาดาที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยได้บ้าง?

ขณะนี้การศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับ Metabolomics และ Metagenomics กำลังเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจในโลกของจุลินทรีย์ องค์ประกอบของโลกจุลินทรีย์ และผลที่ได้รับจากการสันดาปของจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจุลินทรีย์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก การศึกษาและวิจัยดังกล่าวจะช่วยพัฒนาการวิจัยสาขานี้ในประเทศไทยอย่างมาก

 

คำถาม มีความคืบหน้าหรือการเปลี่ยนแปลงใดที่มีผลต่อวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลกระทบต่อไปอย่างไรกับวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลก

อย่างที่ได้เรียนไปข้างต้น การศึกษาด้านความหลากหลายของจุลินทรีย์กำลังเป็นที่สนใจ ก่อนหน้านี้ดิฉันเคยศึกษาแบคทีเรียทีละตัวเพราะมีเทคโนโลยีและวิธีการที่ล้าสมัย ในตอนนี้นักวิจัยในวงการสามารถที่จะเจาะหายีนที่น่าสนใจที่ปรากฏอยู่ในกลุ่ม Population แบคทีเรีย แทนที่จะศึกษาแบคทีเรียที่มียีนดังกล่าวทีละตัวๆ ตัวอย่างงานวิจัยที่น่าสนใจหนึ่งคือ งานวิจัยของสถาบัน J. Craig Venture Institute (http://www.jcvi.org/) ที่มีชื่อว่า First Self-Replicating Synthetic Bacterial Cell (การแตกเซลล์จากเซลล์ดั้งเดิมครั้งแรก) ซึ่งนักวิจัยจะต้องเริ่มทำการศึกษาตั้งแต่จุดกำเนิด หรือเริ่มต้นจากศูนย์ ซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่าผลการวิจัยจะนำมาซึ่งผลใด และสามารถทำไปประยุกต์ใช้ต่ออย่างไร การวิจัยนี้เป็นที่น่าสนใจและก็น่ากลัวในขณะเดียวกัน เพราะผลที่ได้สามารถถูกนำไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดผลเสียได้ดังนั้นจรรยาบรรณของการทำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ถือเป็นสิ่งที่เราต้องเข้มงวดมากๆ

 

คำถาม ในความคิดของอาจารย์ อะไรคือปัญหาในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย และเราควรทำอย่างไรเพื่อยกระดับมาตรฐานของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย?

ก่อนอื่นดิฉันต้องขอออกตัวว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ ดิฉันคิดว่าประเทศไทยมีกลุ่มนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพในระดับสากลทั้งที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ในหน่วยงานของมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างๆ ในประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้ดิฉันไม่มั่นใจคือ การเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานการศึกษาและหน่วยงานธุรกิจ ซึ่งคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องพยายามแก้ไขและเชื่อมต่อเพื่อการพัฒนาต่อไปในอนาคต

สุดท้ายนี้ดิฉันต้องขอขอบคุณ OSTC ที่เปิดโอกาสให้ได้มาแสดงความคิดเห็นแบ่งปันข้อมูลตรงนี้และหวังข้อมูลตรงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อไปคะ

ดร. เนาวรัตน์ ชีพธรรม ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (OSTC) ให้ไปจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้าน Food Microbiology หัวข้อ Traditional Fermented Food of SEA and IP Related Issues หรือ “อาหารหมักพื้นบ้านและการคุ้มครองภูมิปัญญาพื้นบ้าน” ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอาหารหมักระดับท้องถิ่นให้ยกระดับสู่อุตสาหกรรมระดับสากลได้

สำหรับข้อมูลของ ดร. เนาวรัตน์ ชีพธรรม (หรือ อาจารย์แอน) ด้านอื่นๆ สามารถดูได้ที่เวบไซต์:http://www.tru.ca/faculty/ncheeptham/index.html

Canadian Society of Microbiologists:

http://www.csm-scm.org/english/mem_meet_det.asp?id=9

Naowarat Cheeptham, Ph.D. (Ann) and the Beauty of Microbial World
Dr. Naowarat Cheeptham is Assistant Professor of Department of Biological Sciences, Faculty of Science, Thompson Rivers University (formerly University College of the Cariboo), Kamloops, Canada and adjunct Assistant Professor of Graduate School Chiang Mai University, Chiang Mai, Thailand. She worked as Microbiology Laboratory Director of Eco Tech Laboratory, Kamloops, BC from 2003 – 2007. Also, she is a member of Association of Thai Professional in America and Canada at ATPAC.

Before that, Dr. Naowarat worked as Senior Research Scientist (2001-2002) at KAM Biotechnology, Surrey, Canada, Honorary Research Associate (2001) at Department of Botany, University of British Columbia, Vancouver, Canada, and Lecturer (1999 – 2001) at Department of Biology, Chiang Mai University, Chiang Mai, Thailand.

Dr. Naowarat grew up in Nakhon Sawan province, Thailand. Because of her interest in science and technology, plus her aspiration in scientific studying, Dr. Naowarat was awarded the Thai Government DPST scholarship (the Development and Promotion of Science and Technology Talents Project) from High school to Ph.D.  After high school, she went to study Microbiology at the Faculty of Science, Chiang Mai University where her love of sciences and study of microbiology matured. Dr. Naowarat was fascinated by the plethora of bacteria, viruses, fungi, and other microscopic organisms. After completing her undergrad study, she went on to Hokkaido University in Sapporo, Japan to complete her Master’s and Doctoral Degree in Applied Microbiology, supported by Monbukagakusho (MEXT) scholarship from Japanese Government.

Question Why are you interested in microbiology? What is the exciting part of the field?

At the time when I had to choose a major subject when I was at Chieng Mai University, I found myself feeling fascinated with microbial world, so small yet so beautiful and useful, that was what I felt towards microbiology over Botany and Zoology. Given the fact that I am such a chicken when it comes to needles and blood, I would have never been able to do medical school so I guess it was a destiny. I found it is so effortless to read microbiology textbooks as well compared to other subjects. The exciting part of this microbiology field is the fact that you do not see them with your own naked eyes, they are so tiny yet the benefits and contribution they have for the world we live in so vast and critical. We, human livings, would be nothing without microorganisms.

 

Question You have strong education and research background in all three countries, Thailand, Canada, and Japan. Do you think this attribute gives you any different discipline or way of think in conducting research?

Absolutely, I think it helps me to get where I am today. Moreover, all the experiences and skills I have had through the three countries I lived in and educated me enhances my self-growth and self-development to be a more skillful researcher and educator, also to be more understanding and accepting of others. Being a researcher and educator, you need to also inspire our younger generations. Having gone through Thailand, Japan, and Canada, I found that it helps me to be more patient and I am able to encourage students in different ways. I am more flexible now too and less of a perfectionist. Open-minded self is a key to be successful as well, no one knows absolutely everything, we are still learning all the time.

 

Question What is your current (or latest) research project? What is the importance of the project? How does the project contribute to society and the world?

My research has primarily centered on microbial diversity, microbial secondary metabolites production, and searching for potential natural products and bioactive compounds. My research questions have focused on whether new drugs with different mode of actions and with new scaffolds can be found in rare/less-intensive-studied microorganisms living in extreme habitats (i.e., in caves)? Antibiotic resistance in pathogens is surfacing at an increasing and alarming rate in hospitals and communities around the world. My research proposal is to discover and identify novel bacteria that can produce new scaffolds of bioactive compounds that can be employed to fight existing and emerging resistant infectious agents.

As a world citizen, a researcher and an educator, I have dedicated myself to conduct research in the area of antibiotic discovery. My passion is searching for new microorganisms in unconventional and extreme habitats such as caves. Why am I interested in exploring caves? Caves are not only mysterious; they can also provide some new tools for our battle against newly emerging and existing infectious diseases. Microorganisms live in innumerable and extreme places that we, humans, could not think of inhabiting such as hot springs, hyperthermovents, the Arctic, and the Antarctic. Knowledge of cave microbial diversity is very limited, despite the fact that caves are found abundantly throughout the world. Microbial diversity has been studied in Karstic caves (caves in limestone formations) in order to better understand the impacts of microbes on cave formation and to determine how this knowledge can be used for cave conservation. However, there have been no published reports on analyses of microbes found in volcanic caves in North America, and no reports on the potential use of microbes from volcanic caves worldwide regarding drug discovery. Cave habitats are of interest as the main focus for a new pool of microbial diversity and as a major source of microorganisms that produce antimicrobial agents. Cave-adapted organisms are classic examples of regressive evolution: over time, unused unusual and obvious functions become reduced, while other functions become more pronounced. A good example of this type of evolution is seen in cavefish: these fish lose their eyes and pigmentation over time, but gain in other sensory systems to compensate for the absence of vision. The bases for these developmental changes are genetic. Theoretically, the same process could occur in cave adapted microorganisms, which need to adapt to the extreme starvation environment in the cave system. Such changes and adaptations might lead the microorganisms to acquire different pathways for their physiology and metabolism. For these reasons, cave microorganisms are viewed as a potential resource for studies on genetics and on the mechanisms by which they produce bioactive compounds. These studies may help shed light on current problems in medicine, biology, agriculture, environment, and other disciplines.

My research in volcanic caves has intensified in recent years, as former and current students and I have discovered and isolated a great variety of actinomycetes (Gram-positive filamentous bacteria that are prolific producers of bioactive compounds such as streptomycins, actinomycins, and many more) with extraordinary potential. Further studies are needed to answer all questions we have about whether there are realistic potential uses for these bioactive compounds. To date, we have accumulated over 400 isolates of cave actinomycetes in my culture library and have had research collaborations with Dr. Julian Davies of University of British Columbia and Dr. Gerry Wright of McMaster University. At the 2011 ASM General meeting in May 2011, my student, Tara Sadoway was accepted to be a poster presenter in the student section while I was accepted to be oral-presenting my cave microbiology and drug discovery research as “Young Investigator” category.

According to the research topic “Cave microbiology, drug discovery, antibiotic resistance monitoring project with local hospitals in Interior BC, and microbiology education,” antibiotic resistance in pathogens is surfacing at an increasing and alarming rate in hospitals and communities around the world. My research has primarily centered on microbial diversity, microbial secondary metabolites production, and searching for potential natural products and bioactive compounds. Research questions our group is after for answers have focused on whether new drugs with different mode of actions and with new scaffolds can be found in rare/less-intensive-studied microorganisms living in extreme habitats (i.e., in caves)? Besides, my own disciplinary research in cave microbiology and antibiotic resistance mechanisms, I am very much interested in how students learn and pedagogically what can help them understand microbiology. In 2009, I was selected as one of the biology research residency scholars in the ASM/NSF Biology Research Residency Scholars Program and participated in an NSF-sponsored residency to improve my understanding and practice of evidenced-based teaching and learning. This undertaking is a multiyear leadership program for college/university biology faculty to bring about reforms in undergraduate science education and it focuses on developing biologists’ knowledge and skills in evidenced-based research in learning.

 

Cheeptham’s Laboratory at TRU

There are two areas of research topics for undergraduate and graduate students in my laboratory to conduct their research:

– microbial diversity and drug discovery in volcanic cave actinomycetes

– antibiotic resistance surveillance with Royal Inland and Kelowna General hospitals

URL: http://www.tru.ca/faculty/ncheeptham/index.html
URL:  2009 ASM/NSF Biology Research Residency Scholars Alumnus
http://wiki.biologyscholars.org/2009_Research_Scholars

To society both scientific and non-scientific communities;

Community service/Outreach activities:
Over the years, I have given a numbers of workshops to undergraduate students, graduate students, and research scientists in both academic and industrial settings both in and outside Canada.  Currently, with a colleague, Star Mahara of TRU Faculty of Nursing, I am working on expanding the scope of a one-week summer workshop for Aboriginal High School students which was held in July 2010 successfully.  The expanded program will be on “TRU Workshop on Careers in Science and Health Science for First Nations High School Students”.  This two-week-long-on-campus workshop is designed to introduce Aboriginal high school students for potential careers in science and health science.  This workshop is intended to show them a “how to” approach to get where they can be successful in their science and health science careers with a healthy self-esteem.  This workshop is also designed to enhance the accessibility of science and health science education for Aboriginal high school students.
Below are my outreach activities with wider audiences that are not limited to only the science community.

  •    Nominated and won the Microsoft 2010 “Make Canada Great” competition.  http://www.makecanadagreat.ca/submission/b7777a27-336a-4328-8e85-5b66f18d4b12

  •    Contributed an article entitled “Frankenstein Science: Making new species from scratch”.  Fission Science Magazine.

  •    Translated into Thai and proofread Japanese versions of the “Do Bugs Need Drugs?” A community education program for a wise use of antibiotics.  Created by the BCCDC and Alberta Capital Health.  (http://www.dobugsneeddrugs.org/) 2009.

  •    Interviewed in the article entitled “Immigrating Women in Science (IWIS) Women Meet the Challenge” Autumn IWIS Newssheet – The Society for Canadian Women in Science and Technology (SCWIST) News October 2002.

  •    Featured by the Body & Health program of Global TV for a research activity at caves in Wells Gray Park, Filmed on Oct 6-7, 2003.  Aired in March 2004.

  •    Featured by the Leading Edge Knowledge Network program of Knowledge network TV for a research activity at alkaline ponds, Filmed on Oct 6, 2004.  Aired in February 2005.

  •    Interviewed on “Tempeh production in undergraduate Intro Micro Lab” by American Society for Microbiology (ASM) MicrobeWorld Radio Podcast during the ASM’s General Meeting and ASMCUE in Orlando, Fl from May 21-25, 2006.  Aired in the fall 2006.

  •    Wrote a note on alkaline ponds for an artist Linda Walton.  Exhibition on Evanescence: Barnes Lake in Decline at Kamloops Art Gallery from Oct 29 to Dec 31, 2006.

  •    CBC morning radio show “Day Break”, Interviewed on “A coup in Thailand”, April 2006.

  •    CBC morning radio show “Day Break”, Live interviewed from Thailand on “Tsunami in Thailand”, January 2004.

  •    Interviewed and quoted in Kamloops Daily News by Jeff Lawrence in the article entitled Would you sit on this?; Smelly. Dirty. Unkept. These are the conditions of some of the city’s public washrooms.” Jeff Lawrence. Kamloops Daily News. Kamloops, B.C.: Jul 18, 2008. pg. A.1

  • To the planet;

To understand cave bacterial community and their significances in cave formation and degradation will enhance our understandings of the world we live in.  Additionally, working on drug discovery program can be rewarding, even if nothing is found at the end, we can still learn about the planet and microbiological and metabolic diversity it has to offer.

 

Question Is any interesting advanced knowledge or technology in Canada? Are any of them can be applied to Thailand?

Yes, now study and research on “metabolomics and metagenomics” are very modern to better understand microcosms and what the microbial community composed of and what type of metabolites they produce, and to look at the function and connection of them all. They are very fascinating indeed. This can be applied to Thailand’s rich and undiscovered microbial resources which may lead to further and advanced knowledge in the field and beyond.

 

Question Is any progress or major change in microbiology field currently? How does it affect to the world science and technology?

As answered in the previous question, study on microbial diversity and community have come a long way. We used to study each of the bacterium due to the less advanced technology and approaches we had. Now a day, you can sweep to see any interesting gene (genes) in a community instead of even classically isolate those bacteria that harbor these interesting genes. Another example which is controversial is the work of J. Craig Venture Institute (http://www.jcvi.org/) and his researchers on “First self-replicating synthetic bacterial cell”, can you imagine that they made it from scratch and who know where this lead too, it could be very interesting and it could be very scary depending on what applications it can lead too. Ethical basis of this technology’s use needs to be very stringent, I personally think.

 

Question In your opinion, what are problems of science and technology in Thailand? How can we help our country develop its science and Technology?

I will not pretend that I am an expert here. I personally think that we have a great group of world class academic scientists in universities and research institutes back home. However, I am unsure about connecting academic research and industries together. I think this is a point where Thai government needs to bridge and further enhance.

This is such a great venue to share our stories.  Keep up a great work, OSTC!  Thank you so much for giving me an opportunity to share and to inspire.

 

Currently, Dr. Naowarat Cheeptham was supported by Office of Science and Technology, Washington D.C. (OSTC) to hold a workshop, “Traditional Fermented Food of SEA and IP related Issues,” at Chiang Mai University, Thailand, on July 5-8, 2011. The objectives of the workshop were to transfer knowledge and technology in Food Microbiology to Thailand and to help develop Thai traditional fermented food industries to world-class level.

For more information about Dr. Naowarat Cheeptham (Ann), please visit URL:http://www.tru.ca/faculty/ncheeptham/index.html

Canadian Society of Microbiologists:

http://www.csm-scm.org/english/mem_meet_det.asp?id=9

Reference : http://www.ostc.thaiembdc.org/interview4.html

Interview : ศ.ดร. วิฑูรย์ ปริญญาวิวัฒน์กุล

ศ.ดร. วิฑูรย์ ปริญญาวิวัฒน์กุล

กับทิศทางการเติบโตของผลิตภัณฑ์อาหารไทยในตลาดโลก

แม้ว่าผลิตภัณฑ์อาหารเกษตรจากประเทศไทยเป็นที่ยอมรับและกำลังเป็นที่นิยมในหลายๆ ประเทศ
ทั่วโลก แต่วิทยาศาสตร์ การอาหารและเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น ผู้ผลิตจะ ต้องติดตามและศึกษาการเปลี่ยนแปลงของ เทคโนโลยีและผู้บริโภคอยู่เสมอ
เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำใน ตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร ศ.ดร. วิฑูรย์ ปริญญาวิวัฒน์กุล
จะมาเล่าให้เราฟังถึงเทคโนโลยี อุตสาหกรรมเกษตรและ วิทยาศาสตร์การอาหารใหม่ๆ รวมถึง
โอกาสในการเติบโตของอุตสาหกรรมส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารของประเทศไทย ในอนาคต

ปัจจุบัน ศ.ดร. วิฑูรย์ฯ ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร
(Department of Food Science) ที่ Louisiana State University เมือง Baton Rouge, Louisiana
ศ. ดร. วิฑูรย์ฯ สำเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาเอกและปริญญาโทจากภาควิชาวิทยาศาสตร์-
การอาหารและเทคโนโลยี (Department of Food Science and Technology) University of
Georgia มลรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และระดับ ปริญญาตรีจากสาขาวิชาพัฒนา
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ศ.ดร. วิฑูรย์ฯ เป็นหัวหน้ากลุ่ม Agro-Industry ของสมาคม นักวิชาชีพไทยในสหรัฐอเมริกาและ
แคนาดา (The Association of Thai Professionals in America and Canada – ATAPC) ที่นำ
ความรู้และประสบการณ์ เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สัมผัส (sensory sciences) และเทคโนโลยีการ-
พัฒนาผลิตภัณฑ์ กลับมาถ่ายทอด ให้แก่ คณาอาจารย์ นักศึกษา ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจอื่นๆ
ในประเทศไทยอยู่เป็นประจำ งานวิจัยที่ ศ.ดร. วิฑูรย์ฯ กำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้คือการใช้สาร
ทดแทนเกลือและการลดการใช้เกลือในการผลิต ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อช่วยลด ปัญหาที่เกิดจาก
การบริโภคเกลือแกง (โซเดียมคลอไลด์) ซึ่งอาจเป็นสาเหตุ ทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น ความดัน
โลหิตสูง, โรคไต และโรคอ้วน ซึ่งเกิดจากการบริโภคอาหารที่มี เกลือแกงในปริมาณสะสมที่มาก

สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน
(The Office of Science and Technology, Royal Thai Embassy, Washington DC – OSTC)
ได้พูดคุยและมีโอกาสได้ สัมภาษณ์ ศ.ดร. วิฑูรย์ฯ ถึงทิศทางของวงการวิทยาศาสตร์การอาหาร
และแนวทางในการพัฒนาเพื่อช่วย พัฒนาอุสาหกรรมอาหารของประเทศไทยในอนาคต ซึ่ง
ศ.ดร. วิฑูรย์ฯ ได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ ดังนี้

คำถาม อะไรคือสาเหตุและแรงบันดาล ใจที่ทำให้อาจารย์มีความสนใจ เลือกศึกษาและ
ทำงานใน สาขาวิทยาศาสตร์การ อาหารและเทคโนโลยี (Food Science and
Technology)?

จริงๆ แล้ว สาขาวิทยาศาสตร์การอาหารและเทคโนโลยีไม่ใช่ วิชาอันดับแรกๆ ที่ผมให้ความสนใจ
แต่ก็ มีบุคคลสำคัญหลายท่าน โดยเฉพาะอาจารย์ที่ปรึกษาในสมัยที่ผมยังเป็นนักเรียน เช่น
ศาสตราจารย์ Larry R. Beuchat จาก University of Georgia, รองศาสตราจารย์
ดร. วิชัย หฤทัยธนาสันติ์ และ รองศาสตรจารย์ ดร. เพ็ญขวัญ ชมปรีดา ซึ่งเป็นอาจารย์จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นแรงบันดาลใจให้ผมมีความสนใจในสาขาดังกล่าว จนผมได้เป็น
นักวิทยาศาสตร์การอาหารในทุกวัน

 

คำถาม ขอให้อาจารย์ช่วยบอกเล่าถึงงานวิจัยที่กำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้ ว่ามีความ
น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างไร นอกจากนี้ มีความ เป็นไปได้อย่างไร
ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในประเทศไทยต่อไป

งานวิจัยส่วนใหญ่ของผมมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ
วิทยาศาสตร์ทางประสาทสัมผัส (Sensory Sciences) และการวิจัยผู้บริโภค ในที่นี้ ผมขอกล่าว
ถึงงานวิจัยที่เกี่ยวกับการใช้สารทดแทนเกลือและการนำไปประยุกต์ใช้ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ผมกำลัง
ให้ความสำคัญอยู่ในขณะน

อุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกในขณะนี้กำลังให้ความสนใจไปที่การลดปริมาณการบริโภคธาตุโซเดียม
(Sodium levels) ในเกลือ เพื่อการประกอบอาหาร ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีความพยายามลด
ปริมาณการใช้เกลือในอาหารโดยจากรายงาน “กลยุทธ์การลดการบริโภคธาตุโซเดียมในประเทศ
สหรัฐอเมริกา” ซึ่งเผยแพร่โดยสถาบันแพทย์อเมริกัน (Institute of Medicine หรือ IOM) รายงาน
ฉบับดังกล่าว ระบุว่าชาวอเมริกันบริโภคธาตุ โซเดียม สูงกว่าปริมาณที่แนะนำถึง 1.5 เท่าตัว ซึ่งส่ง
ผลเสียต่อ ร่างกายหลายๆ อย่าง เช่น โรคความดันสูง สถาบันแพทย์อเมริกัน ได้แนะนำให้องค์การ
อาหารและยาของสหรัฐ (FDA) ยกเลิกหรือ แก้ไขข้อกำหนดการจัดให้เกลือเป็น GRAS (Generally
Recognize As Safe) หรือ การจัดให้เกลือเป็นสารปรุงแต่งที่ปลอดภัยต่อ การบริโภค และมีการ
กำหนดปริมาณการใช้ที่ปลอดภัยในอาหาร แต่ละประเภท

การแก้ไขสถานะ GRAS ของเกลือจะส่งผลกระทบอย่าง มากต่ออุตสาหกรรมและธุรกิจอาหารทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม บริษัทผู้ผลิตอาหารแปรรูปรายใหญ่หลายๆ แห่งเริ่มลดการใช้ ปริมาณธาตุโซเดียม
ในกระบวนการผลิตอาหาร ซึ่งเป็นการดำเนิน การด้วยความสมัครใจ จากการสำรวจ กลุ่มผลิตภัณฑ์
ใหม่ พบว่า ผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ท้องตลาดส่วนใหญ่เป็นสูตรที่ได้ มีการลดปริมาณเกลือ ในการผลิต
อาหารนี้แล้วโดยทั่วไปและเป็นจำนวนกว่า 3,000 ผลิตภัณฑ์ที่เริ่ม ออกจำหน่ายตั้งแต่ปี พ.ศ.2552

อย่างไรก็ตาม การลดการ ใช้เกลือในอาหารและการรักษา ความพึงพอใจของผู้บริโภคไป
พร้อมกันนั้นเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เนื่องจากรสชาติ, กลิ่น และกลิ่นรส ของอาหาร แปรรูป
เป็นปัจจัยสำคัญที่ ทำให้ผู้บริโภคยอมรับใน ผลิตภัณฑ์ การลดจำนวน เกลือในอาหารส่งผล
กระทบ ต่อรสชาติ, กลิ่น และกลิ่นรส ของอาหารที่เปลี่ยนไป

การลดการบริโภคธาตุโซเดียมเป็นปัจจัยที่สำคัญช่วยในการ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคความดันสูง
และโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง การใช้เกลือทดแทนเป็นทางเลือกหนึ่งที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้ อย่างไรก็ตาม
การใช้สารทดแทนเกลือก็ส่งผลให้อาหารมีรสขม และรสโลหะ จากการศึกษา พบว่า ปัจจุบันสารที่
สามารถช่วยลด ความขมในอาหารมีอย่างน้อย 20 ชนิด ที่สามารถนำมาใช้ร่วม กับเกลือทดแทน (KCl) การใช้เครื่องเทศและสมุนไพรเพื่อ ปรับปรุงกลิ่นและรสชาติของอาหารที่มีเกลือต่ำก็สามารถ
นำมาใช้ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้เช่นกัน

ปัจจุบันนี้ อาหารไทยกำลังเป็นที่นิยมทั่วโลก แม้ว่าอาหารไทย แช่แข็งพร้อมบริโภคสามารถหาซื้อ
ได้ในร้านขายของชำเอเชีย ทั่วไป แต่สินค้าดังกล่าวยังไม่เป็นที่แพร่หลายในร้านขายของชำ
ทั่วไปในประเทศสหรัฐอเมริกา การส่งออกอาหารไทยยอดนิยม เช่น ผัดไทย และต้มข่าไก่ ทั้งที่
รูปแบบอาหารปกติและอาหารที่มี ปริมาณเกลือต่ำจะช่วยสนับสนุนการแข่งขันทางธุรกิจของ
ประเทศไทยในระยะยาว

ในปี พ.ศ. 2552 ผมได้รับการสนับสนุนจากกระทรวง วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ให้จัดการ
ประชุมเชิงวิชาการเกี่ยวกับ การใช้สารทดแทนเกลือในประเทศไทย ซึ่งการประชุมดังกล่าวได้ รับ
ความสนใจเป็นอย่างมาก ในปีนี้ สำนักงานที่ปรึกษาด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Office of
Science and Technology หรือ OSTC) ได้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงสมาคมนักวิชาชีพ
ไทยในอเมริกาและแคนาดา (Association of Thai Professionals in America and Canada หรือ
ATPAC) กลุ่ม Agro-Industry Team กับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย เช่น
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (TISTR) กรมวิทยาศาสตร์บริการ (DSS)
และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อ ต่อยอดโครงการสารทดแทนเกลือต่อไป

 

คำถาม ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
ในปัจจุบัน อาจารย์คิดว่าทิศทางการพัฒนาของ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร (Agro-
and food-Industry) ในอนาคตจะเป็นไปในทิศทางใด? และมีเทคโนโลยีใดที่สามารถ
นำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ต่อไปในประเทศไทย

คำว่า “Agro” มาจากคำว่า “agros” ในภาษากรีก ซึ่ง หมายถึง ทุ่งนา หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง
“เกษตรกรรม” ในหลาย ประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยระดับต่ำถึงกลาง (หมายรวมถึงประเทศไทย)
รายได้ส่วนใหญ่ของประชากรที่ยากจนในเขตชนบทมาจากการเกษตรกรรม แม้ว่าความเจริญ
จะขยายตัวมากขึ้น แต่ชุมชนชนบท และความยากจนก็ยังคงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การพัฒนา
อุตสาหกรรม การเกษตรและระบบปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยวจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน
ชนบท โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมทาง

อาหารเกษตรและการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร การแปรรูปอาหารช่วยเพิ่ม
มูลค่าให้แก่สินค้ามากกว่าผลิตภัณฑ์ เกษตรที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป และยังเป็นแนวทางการสร้าง
รายได้ ให้แก่ชุมชน ช่วยลดความยากจน และสร้างการเติบโตแบบยั่งยืน และปลอดภัยของ
อุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทย

อนึ่ง ความต้องการในอาหารท้องถิ่น เช่น อาหารไทย อาหารอินเดีย และอาหารจีน มีเพิ่มมากขึ้น
ทั่วโลก การส่งออกอาหารแปรรูปและ ผลิตภัณฑ์ เกษตรจากประเทศไทยมีการขยายตัวอย่าง
ต่อเนื่องเพื่อ ให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และเติบโต อย่างต่อเนื่อง
เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้แปรรูปอาหารจำเป็นที่จะ ติดตาม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
ความต้องการของ ผู้บริโภค แนวโน้มการบริโภค และกฎหมายควบคุมต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ
กฎหมายข้อบังคับ ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคและเทคโนโลยี ใหม่มีความสำคัญอย่างมาก
ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรในประเทศไทย โดยปัจจัยและเทคโนโลยีที่จะกล่าวถึง
ดังต่อไปนี้ล้วน มีผลกระทบต่ออุตสากรรมเกษตรในอนาคตอันใกล้ปัจจัยแรกได้แก่

กฎระเบียบความปลอดภัยด้านอาหารมาตรฐานอาหารกลางถูก กำหนดขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภค
สามารถมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์อาหารที่ ตนซื้อนั้นได้มาตรฐาน ปลอดภัย และมีราคาที่สมเหตุผล
นอกจากนี้ มาตรฐานกลางยังช่วยส่งเสริมให้รัฐบาลและอุตสาหกรรมอาหารมีอำนาจในการต่อรอง
กับประเทศอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการค้าระหว่าง ประเทศ กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับอาหารมีการ
เปลี่ยนแปลง อยู่เสมอ หน่วยงานต่างๆ ภายใต้กระทรวงเกษตรของประเทศ สหรัฐอเมริกา เช่น
Food Safety and Inspection Service (FSIS)U.N. Department of Health and Human
services (HHS) และ U.S. Food and Drug Administration (FDA) มีการแก้ไข ยกเลิก และสร้าง
มาตรฐานใหม่ๆ ออกมาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบควบคุมมาตรฐานอาหารของ
ประเทศไทย หากไม่ให้ความใส่ใจหรือแก้ไขให้ทันตลาดโลก

ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ได้มีความต้องการสูงขึ้นโดย เฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยัน ประโยชน์ของบรรดาอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นปัจจัยหนึ่งที่
ช่วย สนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพให้เติบโตใน อนาคต แม้ว่าในปัจจุบันนี้
ยังไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจนสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ แต่ FDA ได้กำหนดประเภท
ของผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพไว้ดังนี้ อาหารทั่วไป (conventional foods) วัตถุเจือปนอาหาร
(food additives) ผลิตภัณฑ์อาหาร เสริม (dietary supplements) และอาหารทางการแพทย์
(Medical foods) อย่างไรก็ตามความต้องการผลิตภัณฑ์อาหาร ในกลุ่มนี้ ยังมีการเติบโตอย่าง
ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอาหาร สุขภาพสำหรับเด็ก เมื่อพูดถึงโอกาสของประเทศไทย
อาจกล่าวว่า สมุนไพรและเครื่องเทศไทยเป็นที่ยอมรับว่ามีส่วนช่วยในการบำรุง สุขภาพและ
การรักษาโรค ดังนั้น จากคุณสมบัติดังกล่าวของสมุนไพร จึงกลายมาเป็นโอกาสที่ดีของผู้ผลิต
และนักการตลาด หากสามารถ ผลิตอาหารที่มีรสชาติอร่อยและก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายได้

ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพได้มีความต้องการสูงขึ้นโดยเฉพาะ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อยืนยัน ประโยชน์ของบรรดาอาหารเพื่อสุขภาพเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วย
สนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อ สุขภาพให้เติบโตในอนาคต แม้ว่าในปัจจุบันนี้ยัง
ไม่มีคำจำกัดความ ที่ชัดเจนสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ แต่ FDA ได้กำหนด ประเภทของ
ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพไว้ดังนี้ อาหารทั่วไป (conventional foods) วัตถุเจือปนอาหาร (food
additives) ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (dietary supplements) และอาหารทาง การแพทย์ (Medical foods) อย่างไรก็ตามความต้องการผลิตภัณฑ์ อาหารในกลุ่มนี้ ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอาหาร สุขภาพสำหรับเด็ก เมื่อพูดถึงโอกาสของประเทศไทย อาจกล่าวว่า สมุนไพรและเครื่องเทศไทยเป็นที่ยอมรับว่ามีส่วนช่วยในการบำรุงสุขภาพและการรักษาโรค ดังนั้น
จากคุณสมบัติดังกล่าวของสมุนไพร จึงกลายมาเป็นโอกาสที่ดีของผู้ผลิตและนักการตลาด
หากสามารถผลิตอาหารที่มีรสชาติอร่อยและก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายได้

อาหารฟาสต์ฟู้ด (Fast Foods) เป็นอาหารที่ถูกพัฒนาขึ้นให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภค
ที่ต้องแข่งกับเวลา ผลิตภัณฑ์ใน กลุ่มนี้ ที่เน้นเป้าหมายสำหรับผู้บริโภควัยเด็กมีแนวโน้มขยาย
ตัวขึ้น อย่างมาก และอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วนในเด็กก็มีมากขึ้นเช่นกัน ทำให้หลายๆ ฝ่าย
เห็นด้วยกับการเพิ่มอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น มีเมนูที่เน้นในส่วนประกอบหลักที่เป็นผักและผลไม้
สำหรับเมนู อาหารเร่งด่วนสำหรับเด็ก ปัญหาต่อไปที่ร้านอาหารแบบเร่งด่วน จะต้องตระหนักถึง
คืออะไร? เมื่อทศวรรษที่ผ่านมา ผู้คนตระหนัก ถึงอันตรายของ ไขมันอันตราย (Trans-fat) ทำให้
ผู้บริโภคหันมาให้ ความสนใจกับอาหารไขมันต่ำ อาหารที่มีน้ำตาลต่ำ และอาหารที่มี กากใยสูง กระแสความสนใจล่าสุดคือ อาหารที่มีธาตุโซเดียมต่ำ และสิ่งต่อไปที่จะที่ผู้เชี่ยวชาญจะพูดถึง
ในอนาคต นอกจากปัจจัยด้าน สุขภาพ ความสมดุล ความหลากหลาย และทางเลือกของ
ผู้บริโภค เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ถูกกล่าวถึง

อาหารอินทรีย์ (Organic Foods) เป็นอาหารทางเลือกหนึ่ง ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้
ตามมาตรฐานของ FDA อาหารอินทรีย์ หมายถึง อาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ปราศจากการใช้
ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยที่ทำจากสารเคมีหรือมูลสัตว์ ฮอร์โมน การตัดต่อพันธุกรรม และการฉายแสงก่อนที่
จะมีการติดฉลาก สินค้า ว่าเป็นอาหารอินทรีย์ รัฐบาลจะต้องเข้าไปตรวจสอบฟาร์มที่ผลิตอาหาร
บริษัทที่ส่งต่อหรือรับแปรรูปอาหารอินทรีย์จะต้องได้รับ การรับรองเช่นกัน ประเด็นที่อาจจะชะลอ
การเติบโตของตลาด อาหารอินทรีย์คือการขาดแคลนฟาร์มหรือแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน
ข้อกำหนดดังกล่าว แนวทางการแก้ปัญหาโดยการย้ายกำลังผลิตไปยัง ประเทศที่มีพื้นที่เพาะปลูก
ที่เหมาะสมกับอาหารอินทรีย์ เช่น ประเทศไทย สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายให้แก่บริษัทผู้ผลิต
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ควรคำนึงคือ ความปลอดภัย การเก็บรักษา และสภาวะ การขนส่งจะต้อง
ถูกจัดทำอย่างถูกวิธี

พรีไบโอติก (Prebiotics) และโพรไบโอติก (Probiotics) พรีไบโอติก คืออาหารจุลินทรีย์ที่
ไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหารส่วนบน ช่วยส่งเสริมการเติบโตของจุลินทรีย์บางชนิดที่ลำไส้ใหญ่
ซึ่งจะก่อ ให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ โพรไบโอติก คือ จุลินทรีย์ที่มีชีวิต เมื่อร่างกาย ได้รับจุลินทรีย์
ชนิดนี้ในจำนวนที่มากพอ ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อผู้บริโภค ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามี
ผลิตภัณฑ์อาหารของ ประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวนมากที่มีการเติมจุลินทรีย์โพรไบโอติก ลงใน
อาหาร โดยประเภทอาหารส่วนใหญ่จะเป็นอาหารที่มีส่วน ผสม หลักคือนม ทั้งนี้ การใส่
โพรไบโอติกส์ในอาหารประเภทอื่นๆ ก็ยังเป็นที่สนใจและกำลังได้รับการพัฒนาอยู่ในปัจจุบันนี้

โภชนพันธุศาสตร์ (Nutrigenomics) เป็นการศึกษาผลของสารอาหารที่มีต่อพันธุกรรม
ซึ่งความรู้นี้สามารถนำไปใช้ใน การพัฒนา อาหารให้มีคุณสมบัติในการป้องกันและรักษาโรค
สิ่งต่างๆ ที่เราใส่เข้ามาในร่างกาย ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของอาหาร แร่ธาตุ สารอาหาร และยา ล้วนแต่
จะมีผลต่อพันธุกรรมของเรา ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพที่ดีหรือความเจ็บป่วยของร่างกาย โมเลกุล หรืออนุภาคที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สามารถส่งผลต่อการแสดงออกของพันธุกรรม เรียกว่า Quinks
เช่น โปรตีน แร่ธาตุ ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต พฤติกรรมการบริโภคที่แตกต่างจะทำให้เกิดรูปแบบ
Quink ที่แตกต่างในแต่ละบุคคล ซึ่งตรงกับคำกล่าวที่ว่า “We are what we eat”โภชนพันธุศาสตร์
กำลังได้รับความนิยมใน อุสาหกรรมอาหารในขณะนี้เช่นกัน

 

คำถาม ในความคิดเห็นของอาจารย์ ในปัจจุบันนี้ มีปัจจัยใดที่เป็นโอกาส และอุปสรรคของ
อุสาหกรรมสินค้าอาหารจากประเทศไทยเพื่อเติบโตและขยายตัวมากขึ้นในตลาดโลก?
และมีข้อแนะนำสำหรับ ประเทศไทยอย่างไร?

ตามที่ได้กล่าวไปในเบื้องต้น อาหารไทยกำลังเป็นที่นิยมในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ในประเทศ
สหรัฐอเมริกาเองก็มีอาหารไทย และขนมไทยปรุงสำเร็จแช่แข็งจำหน่ายในร้านขายของชำเอเชีย
หลายๆ แห่ง แต่พบว่ายังไม่เป็นที่แพร่หลายในร้านขายของชำใหญ่ๆ อื่นๆ ซึ่งตรงนี้เป็นโอกาส
ที่ดีสำหรับการส่งออกอาหารไทยและ ขนมไทยทั้งในสูตรปกติและสูตรอาหารธาตุโซเดียมต่ำ
โดยเฉพาะ ในตลาดของสหรัฐฯ และยุโรป ส่วนอุปสรรคคือคู่แข่งทางการค้า ที่พยายามจะ
ลอกเลียนสินค้าประเภทนี้ เช่น ประเทศจีน ซึ่งเป็น คู่แข่งสำคัญในตลาดการส่งออก เหตุผลคือ
แม้ว่าผลิตภัณฑ์อาหาร ของจีนอาจจะมีคุณภาพที่ด้อยกว่าแต่ก็มีราคาที่น่าดึงดูดใจมากกว่า

ตามที่ได้กล่าวไปในเบื้องต้น อาหารไทยกำลังเป็นที่นิยมในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ในประเทศ
สหรัฐอเมริกาเองก็มีอาหารไทย และขนมไทยปรุงสำเร็จแช่แข็งจำหน่ายในร้านขายของชำเอเชีย
หลายๆ แห่ง แต่พบว่ายังไม่เป็นที่แพร่หลายในร้านขายของชำใหญ่ๆ อื่นๆ ซึ่งตรงนี้เป็นโอกาส
ที่ดีสำหรับการส่งออกอาหารไทยและ ขนมไทยทั้งในสูตรปกติและสูตรอาหารธาตุโซเดียมต่ำ
โดยเฉพาะ ในตลาดของสหรัฐฯ และยุโรป ส่วนอุปสรรคคือคู่แข่งทางการค้า ที่พยายามจะ
ลอกเลียนสินค้าประเภทนี้ เช่น ประเทศจีน ซึ่งเป็น คู่แข่งสำคัญในตลาดการส่งออก เหตุผลคือ
แม้ว่าผลิตภัณฑ์อาหาร ของจีนอาจจะมีคุณภาพที่ด้อยกว่าแต่ก็มีราคาที่น่าดึงดูดใจมากกว่า

จากความคิดเห็นของ ดร. วิฑูรย์ฯ ทำให้เราได้ทราบว่า ทุกวันนี้ วิทยาศาสตร์การอาหารและ
เทคโนโลยีอาหารได้มีการพัฒนา และมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น หลายอย่าง โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่
กำลัง เป็นที่สนใจในขณะนี้ คือ การใช้สารทดแทนเกลือเพื่อลดปริมาณ ธาตุโซเดียมในอาหาร
หากหน่วยงานธุรกิจและบริษัทผู้ผลิตมี ความใส่ใจที่จะติดตามศึกษา และนำองค์ความรู้ไป
ประยุกต์ใช้ ต่อไป ความสำเร็จในตลาดผลิตภัณฑ์อาหาร และตลาดส่งออก ผลิตภัณฑ์อาหาร
ระดับโลกก็อยู่ไม่ไกลเกินความสามารถ สำนักงานที่ปรึกษาฯ ขอขอบพระคุณ ดร. วิฑูรย์ฯ ที่แบ่งปัน
ความรู้และข้อแนะนำที่น่าสนใจมากมายให้แก่ทีมงานและผู้อ่าน ณ ที่นี้หากท่านผู้อ่านสนใจและ
ต้องการ ข้อมูลเพิ่มเติมของดร. วิฑูรย์ฯ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ ดังนี้ http://www.lsuagcenter. com/en/communications/authors/wprinyawiwatkul.htm

Reference : http://www.ostc.thaiembdc.org/interview11.html

Interview นายกิตติภัฏ คำภา

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ นายกิตติภัฏ คำภา หรือที่เราเรียกกันว่า “คุณบ๊อต” นักศึกษาระดับปริญญาเอก คณะวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ (Electrical and Computer Engineering) ที่ University of Florida เมือง Gainesville มลรัฐ Florida ซึ่งอีกไม่นานคุณบ๊อตก็จะสำเร็จการศึกษาและเป็นวิศวกรปริญญาเอกรุ่นใหม่จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศไทย

 

คุณบ๊อตสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ (Electrical and Computer Engineering) จาก University of Florida และระดับ ปริญญาตรีในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณบ๊อตมีความสามารถที่โดดเด่นตั้งแต่ยังเป็น นิสิตอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีรางวัลที่รับรอง ความสามารถมากมาย เช่น รางวัลเหรียญเงินคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับประเทศ และได้คะแนนสูงสุดในการสอบวิชาฟิสิกส์ ระดับชาติในปี พ.ศ. 2539 รางวัลทุนการวิจัย The Prince of Thailand จากวิศวกรรม สถานแห่ง ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2543 รางวัลโครงการรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2544 และรางวัลอื่นๆ หลังจากที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว คุณบ๊อตก็ได้รับทุนการศึกษาพร้อมกับ มีอกาสทำงานในหน้าที่ผู้ช่วยนักวิจัยกับ Dr. Kenneth C. Slatton ซึ่งเป็น Associate Professor และ Dr. Jose C. Principe ซึ่งเป็น ศาสตราจารย์พิศิษฐ์ (Distinguished Professor) หรือศาสตราจารย์ที่มีความโดดเด่นในการผลิตผลงานต่างๆ ของภาควิชา Electrical and Computer Engineering, University of Florida ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 จนถึงปัจจุบัน

สาขาวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่คุณบ๊อตเชี่ยวชาญ เป็นพิเศษคือ Machine Learning and Statistical Signal Processing และงานวิจัยที่ กำลังทำอยู่คือ “Structured Probabilistic Graphical Models for Unsupervised Segmentation” ซึ่งเกี่ยวกับการใช้ เครือข่ายความน่าจะเป็นและแบบจำลองทางสถิติในการวิเคราะห์ และจัดการกับระบบข้อมูลหลายมิติ (multidimensional data) ที่มีโครงสร้าง ความสัมพันธ์ซับซ้อนและมีขนาดใหญ่ เพื่อให้ง่ายต่อ การแสดงผล และสามารถประมวลข้อมูลดังกล่าวเพื่อใช้ประโยชน์ ในด้านต่างๆ เช่น object segmentation (การจำแนกและจัดกลุ่ม วัตถุ), data clustering (การแบ่งกลุ่มข้อมูล) และ data fusion (การรวมข้อมูล) เป็นต้น ซึ่งกระบวนการดังกล่าวได้ถูกออกแบบ ให้ทำงานอย่างอัตโนมัติ นอกจาก ประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ความรู้ ทางด้าน probabilistic graphical models ยังเป็น สหสาขาวิชาชีพ (multidisciplinary) ที่กำลังเป็น ที่สนใจอยู่ในขณะนี้ทีเดียว

อะไรคือ แรงจูงใจ ให้คุณบ๊อตสนใจ ศึกษาวิจัยในเรื่องดังกล่าว ทีมงาน OSTC ได้มีโอกาสพูดคุยและสัมภาษณ์ คุณบ๊อต และขอ นำเสนอ แก่ท่านผู้อ่าน ดังนี้

คำถาม ระหว่างที่คุณบ๊อตยังศึกษาอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคุณบ๊อตได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย ขอให้คุณบ๊อตแนะนำวิธีการศึกษาและ พัฒนาตนเองที่ทำให้คุณบ๊อตเป็นนักเรียนดีเด่นตลอดมา?

ในจุดนี้ผมคิดว่าเป็นความโชคดีของผมที่ได้มีโอกาสอยู่ในสภาพแวดล้อมทางการศึกษาและการคิดค้น
นวัตกรรมที่ดีมาโดยตลอด ผมได้เห็นเพื่อนๆ รุ่นพี่และรุ่นน้องมีความกระตือรือร้นในการ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
อยู่เสมอ มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสิ่งต่างๆ กับผู้คนจากต่างสาขาอยู่ตลอดเวลา ในวง
สนทนาจะมีความคิดแปลกๆออกมามากมายให้ถกเถียงกัน ประสบการณ์ดังกล่าวเป็นการจุดประกาย
ความคิดเรื่องนวัตกรรมเป็นอย่างดี จริงๆ แล้วรางวัลต่างๆ ที่ได้มานั้น ไม่ใช่เพราะ ผมคนเดียว แต่เป็น เพราะการทำงานร่วมกันเป็นทีมระหว่าง ผมและเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ที่มีความชำนาญในด้านต่างๆ กัน
พวกเราระดมความคิดและทำงานร่วมกันอย่างหนัก ทำให้ผลงานที่ออกมามีคุณภาพและน่าสนใจ ทั้งใน
ด้านเทคนิคและการให้ประโยชน์แก่ส่วนรวม นอกจากนี้พวกเรายังได้รับคำแนะนำและการสนับสนุน
อย่างเต็มที่จากอาจารย์ที่ปรึกษาของผมในขณะนั้นนั้นคือ ดร.เอกชัย ลีลารัศมี ซึ่งเป็น
ผู้ที่จุดไฟทางความคิดให้กับพวกเราได้ทุกๆ ครั้งที่เจอ

คำถาม เพราะอะไรคุณบ๊อตถึงเลือกศึกษาในสาขาวิชา Electrical and Computer Engineering และค้นพบความสนใจทางด้านนี้เมื่อไหร่ และอย่างไร?

มันน่าจะเริ่มมาจากการที่คุณพ่อของผมเป็นผู้ที่ชอบประดิษฐ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักรไว้ใช้เองและ
คุณแม่ก็สนับสนุนการวิจัยในวัยเด็กของผมอย่างเต็มรูปแบบ โดยหาหนังสือ “ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์” มา
ให้อ่านอยู่เสมอ ผมชอบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ ที่มองไม่เห็นแต่ดูเหมือนจะมีอยู่และสัมผัสได้ นั่นทำ
ให้ผมเริ่มสนใจเกี่ยวกับไฟฟ้า ในแง่ที่เป็นเรื่องลึกลับสำหรับผมในวัยเด็ก เมื่อผมศึกษาอยู่มัธยมศึกษา-
ตอนปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติต่างๆ ของไฟฟ้าอย่างชัดเจนมากขึ้น
ทั้งในแง่มุมของหลักการฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ และในตอนนั้นผมเริ่มดูภาพยนตร์ประเภท sci-fi มากขึ้น
จึงได้เห็นอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ในภาพยนตร์ และมีความรู้สึกอยากทำให้อุปกรณ์เหล่านั้นเป็นจริงขึ้นมา
ผมจึงมีความมุ่งมั่นในด้านวิศวกรรมไฟฟ้ามากขึ้นในช่วงวัยรุ่น และได้เลือกศึกษาต่อในแผนกไฟฟ้า ตอนขึ้นชั้นปีที่ 2 นับตั้งแต่นั้น ความสนใจของผมต่อไฟฟ้าได้เปลี่ยนจากความลึกลับในระดับอะตอม มาเป็นความท้าทายในการประดิษฐ์ในสิ่งที่คนในประเทศต่างๆ ควรมีในอนาคต

เมื่อผมมีโอกาสศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สภาพแวดล้อมใน ขณะนั้นทำให้ความสนใจของผมเปลี่ยน ไปอีกครั้ง โดยที่ผมมองว่า อุปกรณ์ไฟฟ้าที่จับต้องได้นั้นเปรียบเหมือนเป็น “ร่างกาย” (body) และคงจะ ดีไม่น้อยถ้าเราสามารถทำให้ “ความฉลาด” (intelligence) เกิดขึ้นในกลไกเหล่านั้นได้ ซึ่งทำให้ผมลงเอย ที่สาขา Machine Learning ในระดับปริญญาเอกขณะนี้

ที่ผ่านมาผมไม่เคยตอบคำถามนี้อย่างจริงจังซักที ต้องขอขอบคุณ มากครับที่ทำให้ผมได้มีเวลาได้คิดย้อน กลับไป ตอนนี้ผมรู้สึกว่า ความสนใจของผมเองก็เปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามา กระทบ อีกหลายเดือนข้างหน้าความสนใจของผมก็คงจะต่างจากใน ตอนนี้ ทำให้ผมนึกถึงอีกหลายๆ คนที่คิดว่า ยังไม่รู้ว่าตัวเองสนใจอะไร จะทำอะไรดี ว่าไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะความสนใจของคน ก็คง เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ คงเป็นสิ่งที่น่าจะสำคัญกว่าที่จะ “เริ่มทำ” อะไรซักอย่างได้เมื่อไร เมื่อเริ่มนับหนึ่ง ได้แล้ว นับสองนับสามคง ตามมาได้ง่ายขึ้น ผมขอร่วมเป็นกำลังใจให้ครับ

คำถาม การศึกษาวิจัยในสาขา Machine Learning and Signal
Processing มีความสำคัญต่อสังคมในปัจจุบันและอนาคตอย่างไร?

ความสำคัญของสาขา machine learning and signal processing มีมากขึ้นเนื่องจาก ในปัจจุบันเรามี
เซ็นเซอร์ (Sensor) เพื่อวัดเก็บข้อมูลชนิดต่างๆมากมาย เช่น วัดระดับน้ำในแม่น้ำวัดระดับสารเคมีใน
ชุมชนใกล้โรงงานอุตสาหกรรม กล้องวงจรปิด ที่จุดสำคัญต่างๆ และที่สำคัญในเวลานี้เซ็นเซอร์ได้ ถูกพัฒนาให้ มีขนาดเล็ก พกพาสะดวก และใช้ได้เอนกประสงค์มากขึ้น อย่างเช่นใน smart phone ที่มีกล้องถ่ายรูป ไมโครโฟน ที่วัดความเร่ง ที่วัดความ เข้มแสงรวมอยู่ในตัวเดียวกัน อีกทั้งยังมีความ
สามารถที่จะทำงาน ร่วมกันกับเซ็นเซอร์อื่นๆ เพื่อรวมเป็น sensor network ด้วย ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้
จะเห็นได้ว่าเรามีข้อมูลดิบ (data) มากมายซึ่ง จะมีค่าเท่ากับขยะกองโตถ้าเราไม่สามารถสกัด (extract) เอาเฉพาะ ส่วนที่เป็นสารสนเทศ (information) ที่เป็นประโยชน์ออกมาใช้ได้ ซึ่งการแก้ไขปัญหานี้เป็น
ความสำคัญของสาขา Machine Learning and Signal Processing สารสนเทศดังกล่าวมีประโยชน์
ต่อชีวิต ประจำวันของเราเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่การเก็บสถิติและสร้างโมเดล เพื่อพยากรณ์อากาศ การคำนวณปริมาณฝนเพื่อวางแผนในเรื่อง ผลผลิตทางการเกษตร การคำนวณแนวโน้มของการจราจร
ที่จุดต่างๆ เพื่อวางแผนจัดตารางสัญญาณไฟจราจร หรือการขยายผิวการจราจร รวมไปจนถึงการเก็บ
และวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์เพื่อช่วยวินิจฉัยและช่วยชีวิตผู้ป่วย เป็นต้น

 

คำถาม งานวิจัยที่คุณบ๊อตกำลังทำอยู่ในขณะนี้มีความสำคัญและสามารถ
นำไปประยุกต์ใช้ต่อในสถานการณ์จริงอย่างไร? รวมถึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อในประเทศไทยอย่างไร?

ผมจะขอยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้ (applications) ในงานสามชิ้นที่ผมกำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้ งานแรก
เกี่ยวกับเทคโนโลยี LiDAR ซึ่งเกี่ยวกับ การทำแผนที่ 3D (จริงๆ แล้ว 2.5D) ของภาคพื้นดิน จากทางอากาศ ผมได้ออกแบบ algorithm หรือชุดคำสั่งที่สร้างไว้ตามขั้นตอน โดยใช้ความรู้ ทาง Machine Learning ในการกรองเอาต้นไม้ ตึก รถ และสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ ออกเพื่อให้เหลือแต่พื้นดิน
เท่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน application ดังกล่าวก็มีความฉลาดพอ ที่จะเก็บรายละเอียดของผิวหน้าดิน
และทางน้ำไว้ได้ ซึ่งข้อมูลที่ได้นี้สามารถ นำไปใช้ในการวางแผนการเกษตร การอพยพเมื่อเกิดเหตุ น้ำท่วมหรือพายุ การวางแผนการจราจร เป็นต้น เพื่อให้งานดังกล่าว ได้ถูกนักวิจัยแหล่งน้ำสามารถ
นำไปใช้จริง (ภาพ A.1-A.2)

งานชิ้นที่สองเกี่ยวกับการใช้ Machine Learning ออกแบบระบบเพื่อให้เรือดำน้ำไร้คนขับสามารถ รับรู้และจดจำ (recognize) และจัดการกับวัตถุใต้น้ำได้จากการเรียนรรู้โครงสร้างของข้อมูล โดยไม่จำ เป็นต้องมีการสอนหรือได้รับการฝึกฝนจากมนุษย์ (unsupervised learning) และงานล่าสุดที่ผมทำ อยู่ในขณะนี้คือ การทำให้คอมพิวเตอร์ สามารถตัดสินใจได้ใกล้เคียงกับมนุษย์ว่ามีส่วนไหน ในรูปภาพ
ที่น่าจะเป็นวัตถุที่มีความหมายบ้าง ความน่าสนใจของงานนี้คือ คอมพิวเตอร์ สามารถจำแนกว่าวัตถุไหน
คืออะไรโดยไม่จำเป็นต้องได้รับการสอนจากมนุษย์ (ภาพ A.3 – A.5)

คำถาม คุณบ๊อตมีความมุ่งมั่นหรือเป้าหมายอย่างไรเมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก?

ผมปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมในการทำประโยชน์ให้แก่เมืองไทยในสาขาที่ผมเชี่ยวชาญ และสนใจทำ
การวิจัยร่วมแบบ multidisciplinary และยินดีที่สุดที่จะร่วมงานกับนักวิจัยต่างสาขาที่มีจุดสนใจ ในเรื่อง
ของการเป็นผู้ประกอบการวิศวการ (engineering entrepreneur) ที่จะช่วยสร้างนวัตกรรมเพื่อคุณภาพ
ชีวิตครับ

 

คำถาม ในความคิดของคุณบ๊อต คนไทยทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและ
ต่างประเทศสามารถทำหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อช่วยในการ
ปรับปรุงและพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยอะไรได้บ้าง?

ผมเชื่อเหลือเกินว่าประเทศไทยได้สร้างบุคลากรที่มีความ สามารถกระจายอยู่ทั้งในและต่างประเทศ บุคลากรที่มีมากมายนี้ สามารถร่วมมือกันได้ครับ ผมขอแบ่งปันแง่มุมที่ดีด้านหนึ่งที่ผม สังเกตเห็น และรู้สึกประทับใจในขณะที่ผมอยู่ในอเมริกา และผมได้มี โอกาสช่วยสอนนักเรียนระดับปริญญาตรี-โท-เอกในมหาวิทยาลัย และได้เห็นว่าวัฒนธรรมการกล้าพูดกล้าถามของคนที่นี่เป็นสิ่งที่ สำคัญมากๆ ในการพัฒนาความรู้และทักษะการคิดเชิงวิจารย์ (critical thinking) ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาสังคมแห่ง
องค์ความรู้ และจะเป็นเสมือนปฏิกริยาลูกโซ่ที่หล่อหลอมให้คนในสังคมดังกล่าวพัฒนาต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น
อย่างยั่งยืน ผมจึงให้ความสำคัญกับวัฒนธรรม ขององค์กร และวัฒนธรรมการศึกษาของเยาวชน ค่อนข้างมาก เราสามารถสร้างเยาวชนที่มีคุณธรรมและความคิด (ไม่ใช่แค่ความรู้) ได้โดยการเป็น
ตัวอย่างที่ดี หรือหาตัวอย่างที่ดีมา เป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนเหล่านั้น เราน่าจะลงทุนลงแรงในเรื่อง การศึกษาในกลุ่มเด็กและเยาวชนให้มากขึ้น เพราะเยาวชนเป็นวัยที่มี การเรียนรู้สูงที่สุดช่วงหนึ่ง กระบวนการเรียนรู้ควรเป็นไปแบบ ครบวงจรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างเช่น เมื่อเรียนรู้ เข้าใจ ก็ควรมีคำถามต่อว่าแล้วจะเอาไปทำอะไร เพื่ออะไร และมีประโยชน์ ในด้านใด นอกจากนี้ อีกสิ่งที่ช่วย
สนับสนุนวัฒนธรรมทางการศึกษา ที่ดีคือ การมีใจเปิดกว้างและมุ่งที่จะแก้ปัญหาเป็นหลัก และไม่ลงโทษ
ความเห็นที่แตกต่างจากบรรทัดฐานหรือค่านิยมเดิม ซึ่งจะทำให้ คนรุ่นใหม่มีความกล้าพูดกล้าแสดงออก
ที่แตกต่าง ซึ่งนำไปสู่สังคม แห่งองค์ความรู้ที่ยั่งยืนมากขึ้น

 

คำถาม สุดท้ายนี้ ขอให้เล่าความรู้สึกและความประทับใจกับการเข้ามา
ร่วมในเครือข่ายนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา

ผมขออนุญาตเล่าความประทับใจที่มีโอกาสเข้าร่วมการประชุม ประจำปีของสมาคม ATPAC ที่เมือง Seattle รัฐ Washington เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมรู้สึกดีใจมากที่เห็นทุกๆ หน่วยงาน ทั้งจาก ประเทศไทยและจากประเทศสหรัฐอเมริกามีจิตใจมุ่งแก้ปัญหาของชาติอย่างจริงจัง ทุกๆ ท่านแบ่งปัน แลกเปลี่ยนความรู้ทั้งใน การประชุมและการพูดคุยนอกรอบ ผมจึงรู้สึกว่าหน่วยงาน Association of Thai Professionals in America and Canada (ATPAC) และ สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ประจำสถาน – เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน (Office of Science and Technology (OSTC), Royal Thai Embassy, Washington D.C.) เป็นองค์กรที่ควรส่งเสริมและสนับสนุนเป็น อย่างยิ่ง ผมทราบว่าองค์กร ทั้งสองแห่งได้จัดการประชุมในประเทศไทยและในอเมริกาอยู่บ่อยครั้ง จึงขอเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจมาเข้าร่วมกิจกรรมและการประชุม เพราะทุกความเห็นจากการประชุมมี ความหมายต่อการพัฒนาของชาติแน่ๆครับ

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณ OSTC สำหรับการทำงานหนักอยู่เบื้องหลัง ในการจัดกิจกรรมดีๆมากมายรวม ถึงการจัดการประชุมครั้งสำคัญ และสำหรับการเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นและหวังว่าข้อมูลดัง กล่าวจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านนะครับ

 

หากท่านผู้อ่านสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมของคุณบ๊อตสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ ดังนี้
https://sites.google.com/site/kittipat/
http://kittipatkampa.wordpress.com/

 

Reference : http://www.ostc.thaiembdc.org/interview10.html

Interview ดร. ชุลีพร จ่างจิต

ในการประชุมประจำปีสมาคมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่เมือง
Seattle มลรัฐ Washington ประเทศสหรัฐอเมริกา ดร. ชุลีพร จ่างจิต ศาสตราจารย์จาก Texas A&M
University – Corpus Christi มลรัฐ Texas เป็นหนึ่งในผู้บรรยายภายใต้หัวข้อ “Future of Global
Distance Learning” ได้แนะนำให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้รู้จักกับเครื่องมือออนไลน์ต่างๆ ที่สามารถนำ
มาประยุกต์ใช้ในห้องเรียนเพื่อช่วยสนับสนุนและพัฒนาการเรียนการสอนในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารใน
ปัจจุบันนี้ เช่น Blackboard, Moodle, Sakai Project และเครื่องมืออีกหลายๆ ชนิด ทั้งที่เป็นที่รู้จักอยู่
แล้วในวงกว้างและที่เพิ่งเปิดให้มีการใช้งาน ผู้เข้าประชุมหลายๆ ท่านเห็นพ้องกันว่าข้อมูลที่ ดร. ชุลีพร
ได้แบ่งปันนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้และมีประโยชน์อย่างมากต่อวงการการศึกษาของประเทศไทย

 

ดร. ชุลีพร สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญในสาขาบัญชี และมหาวิทยาลัย
รามคำแหงในสาขากฎหมาย ระดับปริญญาโทจาก University of Kentucky มลรัฐ Kentucky ประเทศ-
สหรัฐอเมริกาในสาขาบัญชี และระดับปริญญาเอกจาก University of Kentucky ในสาขา Decision
Science and Information Systems

 

ดร. ชุลีพร เป็นอาจารย์คนไทยอีกท่านหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่สร้างชื่อเสียงให้แก่
ประเทศไทย นอกจากผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์จำนวนมากแล้ว อาจารย์ยังได้รับรางวัลและทุน
สนับสนุนจากหลากหลายองค์กร และยังได้รับเลือกเป็นบรรณาธิการให้กับผลงานวิจัยอื่นๆ อีกมากมาย
รวมทั้งเป็นหัวหน้าบรรณาธิการของ Journal of Information Privacy and Security (JIPS) ดร. ชุลีพร เป็นสมาชิก สมาคมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา (ATPAC) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก
สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน หรือ OSTC ในการจัดการอบรมสัมมนาต่างๆ ในประเทศไทย เพื่อถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ
ให้แก่ประเทศไทย ต่อจากนี้เป็นบทสัมภาษณ์และความคิดเห็นของ ดร. ชุลีพร กับประเด็นเทคโนโลยี การสื่อสารเพื่อการศึกษาสู่ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของประเทศไทย

คำถาม คำถาม อาจารย์ศึกษาในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทในสาขา บัญชีและกฎหมาย อะไรที่ทำให้อาจารย์เปลี่ยนมาเรียนและทำงาน ในสาขา Decision Science and Information Systems

ก่อนอื่น ขออนุญาตแทนตัวเองว่าพี่นะคะ คำว่าดิฉันฟังดูเป็นทางการมาก สาเหตุที่ทำให้พี่เปลี่ยน
มาเรียนในสาขาวิชา Information Systems นั้น ตอบแบบไม่อ้อมค้อมเลยนะคะ หลังจากเรียนจบ
ปริญญาโทในสาขาบัญชี พี่รู้สึกเบื่อตัวเลขมาก จริงๆแล้ว ตอนพี่มาเรียนต่อระดับปริญญาโท พี่ไม่ได้
คิดว่าจะเรียนต่อในระดับปริญญาเอก ด้วยซ้ำ ในตอนนั้นคิดเพียงแต่ว่ามาเรียนให้ได้ปริญญาโทแล้วก็
กลับไปทำงานต่อที่ประเทศไทยแต่ด้วยความที่เป็นคนช่างสงสัยและเมื่อสงสัยแล้วก็ต้องขอทดลองทำ แต่ต้องพิจารณาให้แน่ใจก่อนนะคะว่าไม่เป็นโทษต่อตัวเองหรือผู้อื่น ดังนั้น ขณะที่ศึกษาอยู่เทอมสุดท้าย
ในระดับปริญญาโท วิชาที่เหลือมักจะเป็นวิชาเลือก พี่ก็เกิดสงสัยว่าวิชาที่นักเรียนระดับปริญญาเอกเรียน
จะต่างกับวิชาที่เราเรียนอยู่หรือไม่ แล้ววิธีการสอนของอาจารย์จะแตกต่างกันไหม ถ้าไม่ลองก็คงไม่ได้รู้ พี่เลยลงทะเบียนเรียนวิชาของนักเรียนปริญญาเอกเสียเลย ในตอนนั้นเรียกได้ว่าก็พอเอาตัวรอดแบบ
ค่อนข้างสะบักสะบอม แต่ในที่สุดก็ผ่านเทอมสุดท้ายนั้นมาได้ ตั้งใจมั่นว่าจะได้กลับบ้านแล้วแน่ๆ เผอิญ
พี่มีโอกาสได้คุยกับหัวหน้าภาคแผนก Decision Science and Information Systems อาจารย์ท่านถามว่า ไม่คิดจะเรียนต่อระดับปริญญาเอกหรือ นอกจากมหาวิทยาลัยจะมีทุนการศึกษาให้แล้ว ท่านจะยกเว้นวิชา
ของปริญญาเอก ๓ วิชาที่ลงไปแล้วให้ด้วย พี่มาลองพิจารณาดู พี่จะต้องเรียนอีก ๘ วิชา ก็จะใช้เวลา
ประมาณ ๒ เทอมกับ ๑ ภาคฤดูร้อน นอกจากนั้น สาขา Information Systems ในขณะนั้นกำลังเริ่มเป็น
ที่สนใจก็เลยคิดว่าน่าทดลองเรียนดู ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ เวลากลับไปเมืองไทย คนจะเรียกเราว่า
ด๊อกเตอร์ ฟังดูเท่มาก แถมหลีกเลี่ยงการใช้นางสาวด้วย คิดแล้วมีประโยชน์ตั้งหลายอย่าง เพราะฉะนั้น พี่ก็ตัดสินใจไปยื่นใบสมัครเรียนในวันถัดมาเลย

** ดร. ชุลีพร ได้รับรางวัล the Texas A&M
System Student Recognition Award for Teaching
Excellence for academic ประจำปี 2010 – 2011

คำถาม ขอให้อาจารย์ช่วยบอกเล่าเกี่ยวกับงานวิจัยชิ้นล่าสุด หรืองานวิจัยที่มีผลต่อเนื่อง
ต่อสังคมมากที่สุด

คำถามนี้น่าสนใจนะคะ งานวิจัยในสาขาธุรกิจแม้ว่าจะมีความสำคัญต่อวิชาชีพและการเป็นอาจารย์ใน
ประเทศสหรัฐฯ แต่ก็คงเอามาเปรียบเทียบกับงานวิจัยในบางสาขาที่ให้ผลประโยชน์สูงสุด เช่น งานวิจัย
ทางการแพทย์ไม่ได้ ทั้งนี้ พี่มองว่าเหตุผลประโยชน์และความจำเป็นของการทำวิจัยในสาขาธุรกิจมี
๓ ข้อ ดังนี้นะคะ

๑. งานวิจัยทำให้เราฝึกการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล การทำวิจัยไม่ว่าจะในหัวข้ออะไร ในการที่จะสรุปผล
ได้ เราต้องสามารถแจกแจงและพิสูจน์ให้ได้ว่าข้อสรุปดังกล่าว มีที่มาและที่ไปอย่างไร ไม่ใช่การ
กล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆ

๒. พี่ชอบงานวิจัย ที่สามารถนำผลมาประยุกต์และปฎิบัติได้จริงยกตัวอย่างงานวิจัยล่าสุดที่พี่ทำ เป็นการ
หาปัจจัยที่จะทำให้การสอนผ่านสื่อออนไลน์มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากขึ้น ฟังดูเหมือนจะ
ไม่ยาก แต่ในการวิจัยนั้น การออกแบบรูปแบบของงานวิจัยนั้นต้องมีความรัดกุม ความยากของ
งานวิจัยทางในสาขาธุรกิจนั้น คือการควบคุมตัวแปร (control variables) จะเห็นได้ว่าตัวแปรของ
สาขานี้ ค่อนข้างจะพลิกแพลงได้ (subjective) ยกตัวอย่างเช่น พี่กำลังคิดค้นการสอนรูปแบบใหม่
ขึ้นมา พี่ต้องการสรุปว่าวิธีการสอนนี้ดีกว่าวิธีการสอนแบบเก่าอย่างไร การทำวิจัยที่ดีก็ต้องเริ่มตั้งแต่
เราเอาอะไรมาเป็นเครื่องวัดว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีนี้จะดีกว่า สมมุติว่าเราพิสูจน์ได้ว่านักเรียนที่เรียน
ด้วยวิธีใหม่เก่งกว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีเก่าจริง ก็อาจจะยังสรุปไม่ได้ เพราะอาจจะมีคำถามต่อมาว่า
รู้ได้อย่างไรว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีใหม่ไม่ได้เก่งกว่าอยู่แล้วตั้งแต่ต้น สมมุติว่าเราพิสูจน์ได้ว่า
นักเรียนทั้งสองกลุ่มเก่งพอๆ กัน ตั้งแต่ก่อน การทดลอง คำถามก็อาจตามมาอีกว่า แล้วรู้ได้อย่างไรว่า
ไม่มีตัวแปรอื่นๆ เกิดขึ้นระหว่างการทดลอง เช่น นักเรียนที่เรียนด้วยวิธีใหม่มีความขยัน มากกว่า
มีผู้สอนพิเศษอยู่ที่บ้าน หรือปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่อาจจะมีผล ต่อผลการวิจัย เพราะฉะนั้นการได้
ตีพิมพ์ผลงานในวารสารงานวิจัยสาขาธุรกิจนั้น ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างนอกเหนือจากตัวผลงาน
จริงๆ ซึ่งพี่ว่ามันเป็น การทดสอบความสามารถอีก รูปแบบหนึ่งที่แตกต่างจากสาขาวิทยาศาสตร์

๓. ผู้ทำวิจัยจะต้อง “Stay Current” (ต้องขออภัยที่ใช้ทับศัพท์นะคะ) ในการทำวิจัยทำให้เราต้องอ่าน
และศึกษา ทิศทาง ของงานวิจัยใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้แน่ใจว่างานวิจัยของเรา ไม่ไปซ้ำซ้อน
กับเรื่องที่คนอื่นเขาทำมาแล้ว งานวิจัยที่ดีตัองสามารถ ระบุประโยชน์ที่ จะได้รับจากงานวิจัยได้อย่าง
ชัดเจนถ้าจะให้ดีกว่านั้น ต้องสามารถบอกแก่ผู้อ่านได้ว่าเขาจะนำผลงานวิจัยนั้นๆไป ประยุกต์ใช้ให้ได้
ประโยชน์อย่างไรต่อไป

เพราะฉะนั้น งานวิจัยที่พี่ทำมักจะเป็นเรื่องใกล้ตัว อย่างเทอมนี้ที่คณะของพี่ พี่เพิ่งเปิดสอนวิชาการบริหาร
ธุรกิจผ่านสื่อออนไลน์ (Online MBA) ดังนั้น งานวิจัยระยะหลังๆ ของพี่จะเน้นไปที่การค้นหาตัวแปรที่จะ
ทำให้การเรียนการสอนได้ประโยชน์สูงสุด หรือ ศึกษาวิจัยหาวิธีที่นักเรียนจะเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สูงสุด

คำถาม อาจารย์คิดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า การค้นคว้าวิจัยใน สาขาของอาจารย์จะเป็น
ในทิศทางใด

พี่ไม่สามารถให้คำตอบได้จริงๆ แต่ที่พี่เชื่อก็คือการทำวิจัยที่ดีคือ การค้นหาคำตอบที่ถูกต้องและเหมาะ
กับสถานการณ์ปัจจุบัน พี่ชอบทำวิจัยในเรื่องที่ต้องการคำตอบที่มีเหตุมีผลชัดเจนและให้ประโยชน์
ต่อไปแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง การค้นหาคำตอบในเรื่องที่เราอยากรู้จะทำให้เราสนุกกับการค้นหา เพราะฉะนั้น
อีก ๑๐ ปีข้างหน้า พี่อยากรู้เรื่องอะไรที่มีประโยชน์ ณ เวลานั้น พี่ก็อยากให้งานวิจัยในสาขาพี่สนใจ
เป็นไปในทิศทางนั้นค่ะ

คำถาม ในช่วงที่ผ่านมานี้ มีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ในวงการของอาจารย์หรือไม่ และมีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใดที่สามารถทำกลับมาประยุกต์ใช้ได้ในประเทศไทย

เทคโนโลยีใหม่ๆ มีมากมายในขณะนี้ เอาที่ใกล้ตัวสุดๆ ก็คือ สื่อเว็บไซต์ที่เราใช้อยู่อยู่ทุกวันนี้ไงคะ ย้อนหลังไปประมาณ ๓๐ ปีก่อน เรายังใช้พิมพ์ดีดอยู่เลย เดี๋ยวนี้อยากรู้อะไรก็ถาม Google ได้ทุก อย่างใช่ใหมคะ และยังไม่นับ face book และสื่อ social network อื่นๆ อีกมากมาย การที่พี่อยู่ใน
แวดวงการศึกษา เทคโนโลยีที่น่าสนใจก็มัก จะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียน
การสอนได้ เช่น Blackboard และ Second Life เป็นต้น ซึ่งต่อไปในอนาคต เมื่อประเทศไทยมีความ
พร้อมในด้านบุคคล และโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีเหล่านี้ ก็น่าจะนำไปประยุกต์ใช้ได้

 

คำถาม ในความคิดของอาจารย์ อะไรคืออุปสรรคในการ พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ของประเทศไทย และ เราจะจัดการกับอุปสรรคนี้อย่างไร

พี่ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะพี่เรียนมาทางสายการบริหารหรือเปล่าความเห็นและมุมมองของพี่อาจจะ
แตกต่างจากนักวิทยา- ศาสตร์และนักวิจัยท่านอื่นๆ พี่เห็นว่าไม่ว่าการจัดการใดๆ มันต้อง เริ่มต้น
จากการบริหารจัดการที่ถูกต้องและบุคลากรที่มีคุณภาพ เมื่อย้อนดูประเทศ องค์กร หรือบริษัทที่
ประสบความสำเร็จ จะพบ ได้ว่าเงื่อนไขเริ่มต้นคือการมีทีมบริหารที่ดีและมีคุณภาพ ส่วนในแง่ของ
ความรู้ความสามารถ พี่ว่าประเทศไทยมีเยาวชนไทย ที่เก่งๆ พอสมควร แต่ปัญหาก็คือเยาวชน
คุณภาพเหล่านั้นขาดการ ส่งเสริมที่ถูกทาง และแรงสนับสนุนที่ต่อเนื่อง

 

วิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ทำได้ไม่ง่ายนัก การที่จะเป็นผู้นำ ทางเทคโนโลยีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเหนือความสามารถ ถ้าคิดจะทำจริงๆ พี่เชื่อว่าถ้าถามคนไทยส่วนใหญ่ว่าอยากจะให้
ประเทศเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีหรือไม่ ก็จะได้รับคำตอบประมาณว่า “ก็ดีนะ…แต่จะทำยังไงล่ะ?” นี่แหละคือปัญหาว่าทำไมการพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยจึงไม่พัฒนา
ไปเท่าที่ควร เพราะการเป็นผู้นำไม่ว่าจะเป็นผู้นำทางด้านใด เงื่อนไขที่สำคัญ คือ ต้องคิดก่อนและทำให้สำเร็จก่อนคนอื่น ไม่ใช่ทำตามคนอื่น การประดิษฐ์ คิดค้นสิ่งที่ไม่มีคนทำมาก่อน แน่นอนว่ามันไม่ง่าย ปัจจัยสำคัญ นอกเหนือจากความพยายามทุ่มเทอย่างหนัก ก็คือเงินทุนและเวลา พี่เชื่อว่าประเทศไทยอาจจะมีโครงการหลายๆ โครงการที่ดี แต่การ พัฒนาโครงการไปไม่ถึงไหนเพราะการขาดการปฏิบัติและการสนับ สนุนที่ต่อเนื่อง ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ยกเลิกไป เป็นการเสียทรัพยากร ทั้งทางด้านบุคลากร (ที่จะท้อแท้ไปเอง) เงินทุนและเวลาไปโดย ใช่เหตุ บางท่านก็อาจจะแย้งว่า ถ้าโครงการมันไม่ดี ดันทุรังทำไป จะไม่ยิ่งเสียหายกว่าเดิมหรือ คำถามนี้ก็ย้อนกลับไปที่ประเด็นที่พี่ พูดถึงในข้างต้นว่าทุกอย่างควรเริ่มต้นจากการบริหารที่ถูกต้อง นักบริหารที่ดี นอกจากต้องเป็นคนดีแล้วยังต้องมีวิสัยทัศน์ที่ แม่นยำมีความเป็นผู้นำและเป็นนักแก้ปัญหา

ก่อนอื่นต้องถามคน ในประเทศให้ได้คำตอบชัดๆ ก่อนเลยว่า เราอยากจะเป็นเมือง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจริงหรือไม่ ถ้ามั่นใจ ว่าเราอยากจะเป็นประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยี ก็ทำเลย คำถาม ต่อมาก็คือ แล้วจะเป็น ผู้นำทางเทคโนโลยีทางด้านไหน โครงการที่ จะทำเหมาะสมกับประเทศไทยหรือเปล่า นำมาใช้ประโยชน์ได้จริง หรือไม่ การประเมินผลสำเร็จวัดได้อย่างไร มีมาตรการวัดผลเป็น ขั้นเป็นตอนหรือไม่ เปิดโอกาสให้ประชาชนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมรับรู้ และสนับสนุนหรือเปล่า สรุปง่ายๆ พี่มองการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเหมือนการผลิตและพัฒนาสินค้าชนิดหนึ่ง สินค้าที่ดี ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี มีความเป็นเอกลักษณ์ (unique) เป็นที่ต้องการของตลาด ทำประโยชน์ได้จริง และสุดท้ายสามารถ สร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้ เพื่อส่งเสริมให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งๆขึ้นไป

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณสำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน (OSTC) ที่ให้โอกาสตอบคำถาม แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อของสำนักงาน ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฯ นะคะ

source : http://www.ostc.thaiembdc.org/interview9.html

Electric Vehicle Community Readiness Updates

New EV Everywhere Website
To increase public awareness of plug-in electric vehicles (EVs), the Department of Energy just launched the new EV Everywhere website . This new website provides a hub of EV resources for consumers, helping them learn about available EV models, relevant incentives, vehicle charging and how driving an electric vehicle can save them money.

In addition to the consumer information, it also has a Stakeholder Solution Center that points state and municipalities, employers, fleets, electrical contractors, and utilities to the Energy Department’s major resources for EV community and organizational readiness. As we continue to improve our resources, we will expand this section with economic analyses, data on EV demonstration projects, and more.

National Drive Electric Week Social Media Campaign
To promote the new EV Everywhere site and encourage conversation about EVs, the Energy Department is running a social media campaign for National Drive Electric Week. A nationwide celebration to heighten awareness of plug-in electric vehicles’ availability and benefits, National Drive Electric Week is happening right now, with events wrapping up on September 20.

Throughout this period, the Energy Department is having a “digital word of mouth” campaign, where we’re encouraging current and potential EV drivers to share their stories through text, photos and videos. Share your and your organization’s EV stories by posting on your social media platforms with the hashtags #ILoveEVs and #NDEW2015 (for National Drive Electric Week).

For personal stories from our employees, check out our EnergySaver blog post 10 Things I Love About My Electric Vehicle, as well as our social media accounts throughout the week (EERE Facebook, EnergySaver Facebook, DOE Twitter and EnergySaver Twitter). In addition, join us on the Energy.gov Facebook page on Friday, September 18 at 2 PM for a question and answer session on EVs.

Lastly, our EV Everywhere logo contest is still accepting entries until September 25. The winning logo will be featured in EV Everywhere communications products, including the new EV Everywhere website.

Additional EV Readiness Resources
EV Everywhere and Clean Cities provide consistently updated information backed by expertise from DOE’s National Laboratories through the Alternative Fuels Data Center’s Electricity section as well as FuelEconomy.gov’s About Hybrid and Electric Cars section. The AFDC’s PEV Readiness Scorecard helps communities assess their readiness for the purchase and use of PEVs and their supporting charging equipment. Local Clean Cities coalitions can provide on-the-ground expertise and connections to a variety of stakeholders, such as local government staff members, utilities, and equipment providers. The DOE’s Workplace Charging Challenge provides a variety of publications and resources to employers considering or in the process of installing PEV charging at their workplaces.

 

Source : http://www.afdc.energy.gov/vehicles/electric_deployment.html

Science, Technology, Engineering, and Mathematics (STEM) Education in the US and Its Translational Approaches to Thailand

STEM Report-Final-Final-Revision__-page-001

 

The Royal Thai Embassy has important roles to play in Thailand’s efforts to strengthen STEM education, particularly by identifying STEM educational resources in the US for Thailand to tap into and by fostering collaborations between the two countries. As a first step, the Embassy has requested the Association of Thai Professionals in America and Canada (ATPAC) to provide comments and suggestions on the IPST STEM master plan as well as to identify key resources and potential partners in the US. This report is prepared by ATPAC in response to the request.

STEM Report-Final-Final-Revision

งานประชุมหารือความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และสมาคม ATPAC (MOST – ATPAC Retreat) 2015

 

A23Y0214

สำนักความร่วมมือระหว่างประเทศและวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์ ร่วมกับสำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และสมาคมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา (Association of Thai Professionals in America and Canada – ATPAC) ได้จัดประชุมหารือความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และสมาคม ATPAC (MOST – ATPAC Retreat)

A23Y0170 A23Y0167 A23Y0168 A23Y0171 A23Y0172 A23Y0214 A23Y0216 A23Y0166 A23Y0165 A23Y0164 A23Y0163 A23Y0135 A23Y0125 A23Y0022

ระหว่างวันที่ 12 – 15 สิงหาคม 2558 ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ และสามพราน ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท จังหวัดนครประฐม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแนวทางการดำเนินความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และสมาคม ATPAC ในสาขาที่มีความสนใจร่วมกัน รวมทั้งกำหนดบทบาทของสมาคม ATPAC ในการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

A23Y0016 A23Y0107 A23Y0017 A23Y0121 A23Y0015 A23Y0014 A23Y0013 A23Y0004

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

งานประชุมหารือความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และสมาคม ATPAC (MOST – ATPAC Retreat) มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เป็นประธานการประชุม